ตับอักเสบมักจะเป็นประตูด่านแรกที่ทำให้คนเรารู้ตัวว่า
ตับของเราชักจะท้อแล้วนะกับนิสัยที่ไม่ดูแลตัวเอง
ฝรั่งเป็นตับอักเสบด้วยพิษสุรากันมาก แต่คนไทยนอกจากสุราแล้ว
ยังมีภัยเงียบอีกตัวหนึ่งคือไวรัสตับอักเสบ
ทั้งเอ บี ซี แล้วเล่นกันต่ออีกหลายเชื้อพันธุ์
พอตับอักเสบขึ้นมา ก็มีกระบวนการรักษาทั้งของแพทย์แบบแผน
และของฝ่ายธรรมชาติบำบัดหลายกระบวนท่า ดังที่ผมได้เล่ากรณีของคุณหมอคณิน
ไตรพิพิธสิริวัฒน์ ผู้ป่วยด้วยไวรัสตับเพราะอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติหน้าที่
แต่ต่อสู้เอาชนะไวรัสจนหมดไปจากร่างกายได้ในที่สุด
อย่างวีระอาจหาญ
วันนี้มีอีกวิธีที่จะเล่าให้ฟังคือ โอโซนบำบัด
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาด้วยออกซิเจน (Oxygen
healing therapy) ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติบำบัดไฮเทควิธีหนึ่งซึ่งปรากฏผลดีช่วยรักษาตับอักเสบได้
แพทย์คนแรกที่นำเอาการรักษาด้วยโอโซนมาใช้กับโรคตับอักเสบคือ
นพ.ไฮนซ์ คอนราด ที่เซาเปาโล ประเทศบราซิล ระหว่างปีค.ศ.1970
เขาเริ่มด้วยการศึกษาในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสเอจำนวน
15 คน และตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบีจำนวน
7 คน วิธีที่รักษาเป็นการใช้เลือดผู้ป่วยมาผ่านเข้ากับโอโซนแล้วให้กลับคืนสู่ตัวเอง
(Autohemotherapy) ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การรักษานี้เกิดผลดีอย่างมากพบในกลุ่มไวรัสตับอักเสบเอ
กล่าวคือ ผู้ป่วย 12 คน (คิดเป็น80%) หายป่วยด้วยการให้โอโซนเพียง
5 ครั้ง ส่วนผู้ป่วยอีก 3 คนหายภายหลังจากการให้โอโซน
7 ครั้ง โดยที่ผู้ป่วย 3 รายหลังนี้ต้องให้สตีรอยด์ด้วย
รายหลังนี้ต้องให้สตีรอยด์ด้วยภายหลังที่จบจากคอร์สการให้โอโซนแล้ว
ที่มีปัญหากว่าคือ กลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี
การรักษาประสบผลสำเร็จ 4 ราย(คิดเป็น 57.1%)
และไม่ประสบผลสำเร็จ 3 ราย(คิดเป็น 42.9%) ผู้ป่วยที่ได้ผลสำเร็จต้องรับโอโซนโดยเฉลี่ย
8.1 ครั้ง
นพ.คอนราดยังคงใช้การรักษาแนวนี้ต่อไปอีกหลายปี
ได้สรุปเมื่อปีค.ศ.1982 ว่า "โอโซนบำบัดเป็นวิธีรักษาที่ให้ผลดีกว่าและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า
เมื่อเทียบกับการรักษาวิธีอื่นๆ"
ถึงตรงนี้พึงรู้จักคำว่า ชีวภาพบำบัดด้วยการเติมออกซิเจน(bio oxidative therapy)
การรักษาไวรัสตับอักเสบด้วยโอโซนที่แท้แล้วเป็นเพียงเกร็ดเล็กๆส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาที่ก้าวหน้ามากในโลกของธรรมชาติบำบัดที่เรียกว่า
ชีวภาพบำบัดด้วยการเติมออกซิเจน ศัพท์คำนี้นำเสนอโดยดร.ซี.เอช.ฟาร์
เมื่อปีค.ศ.1986 ในงานเขียนชิ้นสำคัญของเขาชื่อ
The Therapeutic Use of Intravenous Hydrogen
Peroxide แนวคิดของการรักษานี้มีอยู่ว่า สารชีวภาพที่เรารู้จักกันดีคือ
อนุมูลอิสระ ซึ่งเรารับรู้ว่ามันเป็นตัวทำลายโมเลกุลอื่นในร่างกายและก่อให้เกิดโรคเสื่อมของร่างกาย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อนุมูลอิสระไม่ใช่จะ เลว
เสมอไป เพราะอนุมูลอิสระบางชนิดเช่นซูเปอร์ออกไซด์และอนุมูลไฮดร็อกซิล
เป็นตัวช่วยลำเลียงพลังงานให้กับเซลล์ แถมยังช่วยฆ่าเชื้อโรคพวกแบคทีเรีย
ไวรัสและเชื้อราอีกด้วย อนุมูลอิสระยังช่วยปรับสภาพทางเคมีของร่างกาย
คือฮอร์โมนนั่นเอง
ทีนี้เริ่มมีความรู้ใหม่เกิดขึ้นอีกว่า ถ้าสภาพร่างกายของเรามีความพรักพร้อมของสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เพียงพอแล้ว
ถ้าเราเติมสารที่เร่งกระบวนการออกซิเดชั่น (oxidative
substance) ในระดับที่เหมาะสมเข้าไปจำนวนหนึ่งด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ก็จะเกิดอนุมูลอิสระในจำนวนที่เหมาะสม แล้วกลับไปก่อผลดีแก่ร่างกาย
ตามคุณสมบัติข้อดีของอนุมูลอิสระที่กล่าวไว้เบื้องต้น
ตรงนี้เองเป็นที่มาของ ชีวภาพบำบัดด้วยการเติมออกซิเจน
ที่นำเสนอด้วยนพ.ดร.ฟารร์ (Farr, Charles H.,
Oxygen Healing Therapies, Healing Arts Press,
Vermont, Canada, 1998.)
หลักการบำบัดนี้อาจใช้การเติมออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด
เติมโอโซนเข้ากระแสเลือด ซึ่งทั้งสองวิธีใช้การดูดเลือดออกมาจำนวนเล็กน้อย
ประมาณ 100 ซีซี. แล้วผสมออกซิเจนหรือโอโซนเข้าไป
ภายใต้แสงอัลตราไวโอเล็ต บ้างใช้แก๊สโอโซนผ่านสายสอดเข้าทางทวารหนัก
บ้างใช้ฉีดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จำนวนน้อยๆเข้าเส้นเลือด
ผลของวิธีนี้ล้วนไปเร่งกระบวนการหมุนเวียนออกซิเจน
มีการปลดปล่อยออกซิเจนเดี่ยวเข้าสู่เซลล์ เมื่อระดับออกซิเจนเพิ่มขึ้น
อาการของหลายโรคก็สงบลง ออกซิเจนเดี่ยวซึ่งก็คืออนุมูลอิสระยังเข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ไวรัสในกระแสเลือดหรือในอวัยวะต่างๆให้เราอีกด้วย
ขณะเดียวกันก็เอื้อโอกาสให้เซลล์ดีๆมีชีวิตยืนยาวและแบ่งตัวได้ดีขึ้น
และทำให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
ประเทศที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้มากที่สุดคือเยอรมนีและเผยแพร่ไปทั่วยุโรปมามากว่าศตวรรษ
สุดท้ายการแพทย์อเมริกันเองก็เริ่มมารู้จักเรื่องนี้โดยงานเขียนของดร.ไอ.เอ็น.เลิฟตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน(Journal
of American Medical Association)ในปีค.ศ.1888
ปัจจุบันมีการศึกษาอย่างกว้างขวางในเรื่องออกซิเจนหรือโอโซนบำบัดในมหาวิทยาลัยทั่วโลกเช่น
เบเลอร์, เยล, แคลิฟอร์เนีย, ฮาร์วาร์ด และในประเทศอื่นๆเช่น
สหราชอาณาจักร เยอรมัน รัสเซีย แคนาดา ญี่ปุ่น
คิวบา เม็กซิโกและบราซิล ในประเทศไทยก็เริ่มมีประสบการณ์การรักษาด้วยวิธีนี้แล้วจำนวนหนึ่ง
นับถึงวันนี้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ตีพิมพ์เรื่องของโอโซน
ออกซิเจนและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์บำบัดนับร้อยชิ้นแล้วในวารสารการแพทย์ทั่วโลก
เรื่องราวของการรักษาด้วยออกซิเจนและโอโซนยังมีอีกมาก จะค่อยๆเล่าสู่กันฟังต่อไป
ส่วนรุไบยาทของแคน สังคีต จบลงด้วยกวีบทสวยๆอีก
2 บทว่า: