แม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีภาระดูแลทั้งสุขภาพของตนเองและของลูกในท้อง
ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงอาหารในชีวิตประจำวันยามตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญยิ่ง
ประการแรก
เพราะลูกน้อยกำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ทำอย่างไรลูกจึงจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเต็มที่
ประการที่สอง
เป็นประเด็นของตัวแม่เอง ทำอย่างไรการเลี้ยงดูคนสองคนในร่างเดียวกันจะทำให้มีสุขภาพดีแต่ว่าไม่อ้วน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเด็กในท้องในแต่ละระยะของการตั้งครรภ์ต้องการปริมาณอาหารไม่เท่ากัน
ใน 3 เดือนแรกลูกตัวเล็กนิดเดียว เท่าหัวแม่มือของเราได้มั้ง
เขาจะต้องการอาหารมากมายขนาดไหนกัน แต่ถึงจะมีอายุครรภ์มากขึ้นเด็กก็ไม่ได้ต้องการอาหารเป็นกระบุง
ๆ ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพื่อทำความเข้าใจกับแม่ที่ตั้งครรภ์ว่า
"อย่าได้กินเผื่อลูก" เป็นอันขาด หากถือเอาลูกเป็นข้ออ้าง
มีหวังแม่ได้อ้วนทุกรายไป คลอดลูกแล้วก็ยังจะมีน้ำหนักเป็นสิบ
ๆ กิโลกรัมให้เป็นภาระในการลดน้ำหนัก
แต่ที่คนท้องอ้วนเอา
ๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะหากใครแพ้ท้อง
3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ที่กินอะไรไม่ค่อยได้
จะส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจให้ปฏิบัติการกินทดแทนเมื่อย่างเข้าสู่การตั้งครรภ์ในเดือนที่
4 คราวนี้แหละแม่อยากกินอะไรก็จะกินมากเกินไป
แล้วพลังงานที่เหลือใช้ก็จะถูกสะสมเป็นไขมันใต้ผิวหนัง
แล้วน้ำหนักก็ขึ้นเอา ๆ แบบเบรกไม่อยู่ แถมยังมีปัจจัยเรื่องฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ทำให้อวบอ้วนง่ายกว่ายามปกติอีก
สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มักจะอ้วนเพราะตามใจปาก
ประกอบกับการกินอาหารไม่ครบส่วน ยิ่งกินไม่ครบส่วน
ร่างกายก็จะประท้วงให้หิวอีกเพราะสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
ร่างกายยังไม่ได้รับเลย ยกตัวอย่างเช่น แม่ชอบกินแต่ขนมหวาน
นี่แหละอ้วนดีนักแล การกินหวานที่มากเกินไป
กินแต่น้ำตาล ซึ่งเป็นพลังงานเปล่า ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบีหลายตัว
ใครที่ชอบกินขนมหวานจึงหิวไม่หยุด หากงดน้ำตาลและอาหารหวาน
ๆ หันกลับมากินข้าวกล้องซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อุดมด้วยวิตามินบีหลายตัว
แม่จะไม่ค่อยหิว และจะป้องกันอาการอ้วนตอนตั้งครรภ์ได้ชะงัดนัก
สำหรับอาหารของผู้หญิงตั้งครรภ์
ที่จริงมีหลักง่าย ๆ ดังนี้
1.ปริมาณอาหาร ให้กินมากกว่าปกติที่เคยกินก่อนการตั้งครรภ์เพียง
10 % ไม่ว่าจะมีอายุครรภ์เท่าใด ทั้งนี้เพราะลูกในท้องไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารมากมายอย่างที่เราห่วงเลย
2.อาหารประเภทโปรตีน
ให้กินมากกว่าเดิม 2 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากเด็กในท้องต้องการโปรตีนไปสร้างเนื้อหนังของเขา
แต่ก็ไม่ได้ต้องการไปมากกว่าวันละ ? กก. แต่อย่างใด
ดังนั้นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต้องได้เพียงพอ
เป็นหมู ไก่ เนื้อวัว ไข่ หรือปลาก็ได้ ปลาน่ะย่อยง่ายดีแถมมีทอรีนที่ไปบำรุงสมองของลูกได้ด้วย
ไม่แนะนำให้ดื่มนมวัว
โดยเฉพาะใน 3 เดือนหลังของการตั้งครรภ์ เพราะโปรตีนในนมวัวมีโมเลกุลเล็กสามารถซึมผ่านเข้าไปหาเด็กโดยตรง
และสามารถกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้
โดยเฉพาะอาการแพ้อากาศ เมื่อลูกใครคลอดออกมาแล้วคัดจมูก
หายใจไม่ออกตั้งแต่ในวันแรกที่ลืมตาดูโลก
ก็จงรู้ว่าเอาไว้ว่านั่นคุณทำร้ายลูกของตัวเองด้วยการดื่มนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวมาก่อน
ทางที่ดี หากอยากได้อาหารประเภทโปรตีนก็หันมาดื่มนมถั่วเหลืองที่มีแคลเซียมสูงจะปลอดภัยกว่า
ในขณะที่ลูกจะได้แคลเซียมไม่ขาด
3. แคลเซียมต้องได้พอ
หากได้ไม่เพียงพอ แม่จะเป็นตะคริวและฟันจะผุ
อาหารที่ควรกินจึงเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งก้างและงาดำป่น
ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้มีแคลเซียมคุณภาพดีและมีปริมาณสูงมาก
ปลาเล็กปลาน้อย 100 กรัม มีแคลเซียม 2,500
มก. งาดำ 100 กรัม มีแคลเซียม 1,452 มก. แต่สมัยนี้เรื่องของแคลเซียมไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนักเพราะในการฝากครรภ์
หมอจะสั่งแคลเซียมเม็ดมาให้กินเป็นอาหารเสริมเสมอ
4.อย่ากินไขมันมากเกินไป
เพราะจะทำให้ย่อยยากโดยเฉพาะเมื่อท้องโตขึ้นเรื่อย
ๆ จะทำให้แม่อึดอัดเพราะมีลมในท้องมาก ครีมเทียม
กะทิ อาหารทอดน้ำมัน ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่
งดได้เป็นดีที่สุด
5. กินสารเส้นใยให้มากพอ
เพราะจะช่วยทำให้การขับถ่ายคล่องตัว โดยเฉพาะในเดือนท้าย
ๆ ของการตั้งครรภ์
6. ผักสดและผลไม้สดมีความจำเป็นในยามตั้งครรภ์
เพราะนอกจากคุณแม่จะได้สารผักเข้าไปเสริมภูมิต้านทานทั้งของแม่และลูกแล้ว
ยังจะได้รับสารเส้นใยไปในตัวอีกด้วย แนะนำว่าควรได้ผักสดวันละ
2 จาน ผลไม้สดวันละ 2 ผล ขนาดเท่าแอปเปิล
และน้ำคั้นผลไม้สดวันละ 200 ซีซี.
หากปฏิบัติได้ตามนี้
ลูกจะโตเต็มที่ สมองและร่างกายของลูกจะพัฒนาเต็มที่ในขณะแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มตามทฤษฎี
ไม่มีน้ำหนักเกินมาให้กวนใจ พอคลอดลูกเสร็จปี๊บ
ภายใน 1 เดือน น้ำหนักก็จะกลับลงมาเป็นปกติเหมือนตอนก่อนตั้งครรภ์