เพกา
เป็นพืชพื้นบ้าน พบได้ทั่วไป ทางเหนือ อีสาน
และภาคใต้ คนไทยล้วนรู้จักเพกาทั้งสิ้น เพียงแต่ชื่อเรียกในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป
เช่น ทางอีสานเรียก ลิ้นฟ้า ทางเหนือใส่คำว่า
" บ่า" นำหน้าเข้าไป เป็นบ่าลิ้นฟ้า แล้วเพี้ยนเป็นมะลิ้นฟ้า
เพี้ยนอีกทีกลายเป็น มะลิ้นไม้ แล้วกลายเป็น
มะริดไม้ ในที่สุด เพราะดูเหมือนว่าจะเรียกได้คล่องปากที่สุด
ต้นเพกาเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก
ลำต้นสูงชะลูดมีใบแผ่ออกเฉพาะที่ยอด ออกดอกสีเหลืองจากปลายยอด
จากนั้นจึงออกฝักที่มีลักษณะแบนแต่ยาว ห้อยลงมาจากปลายช่อ
มีสีเขียวหม่นถึงน้ำตาล หากแหงนดูจะเหมือนมีลิ้นห้อยอยู่บนต้นไม้
ตามชื่อเรียกของชาวบ้าน
แต่ก่อนเกือบทุกบ้านปลูกเพกาไว้
เนื่องจากเพกาเป็นยาเย็นมีสรรพคุณรักษาโรคมากมาย
ได้แก่
ต้น
มีรสฝาด เย็น เป็นยา สมานแผล แก้อักเสบ ยุบบวม
แก้ท้องเสีย บำรุงเลือด ทำให้เลือดลมเดินได้ดี
และแก้ไข้
เปลือกต้น
มีรสฝาด ขม เย็น แก้ปวดท้อง แก้ร้อนใน ดับพิษ
แก้น้ำเหลืองเสีย
เปลือกราก
มีรสฝาด ขม เข็น เป็นยาฝาดสมาน แก้ปวดท้อง
แก้บิด แก้ท้องเสีย ขับเหงื่อ และเป็นยาบำรุง
ใบ
มีรสฝาดขม ใช้ต้มน้ำกินเจริญอาหาร แก้ปวดท้อง
และยังแก้ปวดข้อได้ด้วย
ฝักอ่อน
รสขมร้อน ช่วยขับลมในท้อง แก้ปวดท้อง แก้ร้อนใน
ฝักแก่และเมล็ด
รสขม เป็นยาแก้ร้อนใน แก้ไอ ขับเสมหะ บางตำราเป็นยาถ่าย
สมัยนี้มีข้อมูลจากห้องปฎิบัติการยืนยันว่า
ฝักอ่อนของเพกาที่ชาวบ้านกินกันนั้นมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง
และใช้เพิ่มภูมิต้านทานได้ดี ฝักเพกาจึงเหมาะมากสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง