บัลวีรายปักษ์ ฉบับที่ 132:16-30 พ.ย.51 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 -*- ::: ทัวร์สุขภาพ บัลวี – เวียงพิงค์ พาคุณกินอาหารสุขภาพ แอโรบิกในน้ำ ฝึกชี่กง ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กับ พญ.ลลิตา ธีระสิริ วันที่ 5-7ธันวาคม 2551 โทร. 02-615-8822 ::: มหกรรมธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 30 “ จานด่วนสุขภาพ ปลอดภัยไกลโรค ” โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 ฟรี ! ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย โทร.02-615-8822 ::: บัลวีรับจัดกระเช้าสุขภาพ เพื่อให้คุณใช้เป็นของฝาก ของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิด ถวายพระ หรือเยี่ยมไข้ ด้วยกระเช้าสุขภาพที่ให้ความรู้ได้ตรงกับโรคของคนป่วย และความสนใจ เช่น กระเช้าภูมิแพ้ เบาหวาน มะเร็ง สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านกายกับใจ โทร.02-615-8822
 
     
 
ครอบครัวดี สุขภาพดี

นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล

วิถีชีวิตแบบคนซีกโลกตะวันออกนั้น ให้ความสำคัญกับครอบครัวค่อนข้างมาก เพราะถือว่าคนเราจะดีได้ เจริญได้ หรือไม่ ล้วนเริ่มมาจากฐานครอบครัวที่แข็งแกร่ง พ่อบ้านที่ออกไปทำงานหาเงิน แรงงานอีสานที่ออกจากบ้านไปไกล เป็นแรงงานในโรงงานในเมือง หรืออาจไปไกลจนถึงต่างประเทศ เป็นกองทัพแรงงาน หาเงินเข้าประเทศชาติ ทำงานเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก แต่เมื่อได้กลับไปที่บ้านพบเจอครอบครัวของตนเอง ความเหนื่อยที่ว่าก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง

ครับ ฝรั่งเองก็ว่าบ้าน (House) เป็นเพียงที่พักอาศัยของร่างกาย คุณจะมีบ้านสักกี่หลังก็ได้ แต่ครอบครัวนั้นเป็นที่พักใจ ใครที่มีครอบครัวที่อบอุ่น ฝรั่งเขาเรียกว่า Home sweet home คุณอาจสูญเสียบ้านกี่หลังก็ได้ แต่ที่ห้ามสูญเสียไปเด็ดขาดก็คือบ้านใจ หรือครอบครัวของเรา บางครอบครัวที่ไม่มีบ้านอยู่ แต่ตราบใดที่คนในครอบครัวยังรักกัน ช่วยเหลือดูแลกัน พวกเขาก็ยังพอหาความสุขได้เสมอ ตรงกันข้ามสำหรับคนที่มีบ้านหลังใหญ่ แต่ครอบครัวแตกแยก คนพวกนี้บางทีกลับหาความสุขที่แน่แท้ไม่ได้สักที

ในเชิงสุขภาพก็เช่นกันเรามักพบเห็นอยู่เสมอว่า ครอบครัวไหนที่สมาชิกแข็งแรง คนที่เหลือในครอบครัวก็จะแข็งแรงขึ้นไปด้วย คนจีนเขาถึงกับกล่าวว่า ถ้าบ้านไหนมีเด็กมีลูกหลานวิ่งเล่น ก็พลอยทำให้คนแก่กระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาตามไปด้วย ไม่เชื่อลองสังเกตุดูสิครับ เวลาที่คนแก่เล่นกับหลาน ไอ้ที่เคยเจ็บเคยป่วยที่เคยบ่นอยู่ทุกวัน ท่านแทบจะลืมไปเลย

ฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ถ้ามองให้ลึกแล้วครอบครัวที่อบอุ่นน่าจะมีส่วนช่วยให้สุขภาพคนในครอบครัวดีขึ้นได้ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก ความรักความอบอุ่น ทำให้สมาชิกครอบครัวที่ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ เช่น คนแก่ หรือเด็กเล็ก ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เริ่มเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็จะถูกพาไปตรวจไปรักษา แต่สำหรับครอบครัวที่ไม่อบอุ่น บางทีกว่าจะรู้ว่าพ่อแม่ป่วย ก็อาการเป็นหนักเกินเยียวยาเสียแล้ว อันนี้ยืนยันได้จากงานวิจัยที่บอกว่า คนแก่โรคเรื้อรังเช่น อัลไซเมอร์ หรือโรคอัมพาต อัตราการอยู่รอดยืนยาวนั้น แปรผันตามความรักเอาใจใส่ของครอบครัวโดยแท้

ประการที่ 2 คุณภาพการกินอยู่ของคนในครอบครัวนั้น ขึ้นอยู่กับผู้นำครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะคนที่เลือกซื้อหาของกินเข้าบ้านก็คงหนีไม่พ้น พ่อบ้านแม่บ้านที่ยังทำงานหาเงินอยู่ คนแก่ๆ หรือเด็ก เขาซื้ออะไรมาให้กินก็กินตามนั้น ไม่มีสิทธิ์เลือกสักเท่าไหร่ เราจึงมักพบว่าถ้าบ้านไหนผู้นำครอบครัวอ้วน ไขมันในเลือดสูง... คนในบ้านก็มักจะอ้วนและมีไขมันในเลือดสูงตาม เพราะกินอาหารเหมือนกัน หรือเด็กๆ ที่พ่อแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ถูกปล่อยให้ดูแต่โทรทัศน์ พ่อแม่ทิ้งเงินไว้ให้ใช้จ่ายเอง เด็กๆ พวกนี้ก็จะสุขภาพไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะของที่เด็กๆ เลือกกินก็มักจะหนีไม่พ้นอาหารขยะ ขนมกรุบกรอบ

ตรงกันข้าม บ้านไหนที่ผู้นำครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพ พากันออกกำลังกายเป็นประจำ เลือกอาหารกินเพื่อสุขภาพ สอนลูกหลานให้รู้ว่าอะไรควรกินอะไรไม่ควรกินสุขภาพของสมาชิกครอบครัวโดยรวมก็จะดีกว่า

ประการที่ 3 ครอบครัวไหนก็ตามที่มีสมาชิกเจ็บป่วยเรื้อรัง ย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจของสมาชิกที่เหลือไม่มากก็น้อย เช่น บางครอบครัวมีเด็กป่วยเป็นไข้เลือดออก ต้องเข้าโรงพยาบาลสัก 1 อาทิตย์ คนที่เป็นแม่ก็อาจจะต้องเจียดเวลาจากการทำงานไปเฝ้าไข้ลูก อดหลับอดนอนมากขึ้น ถ้าแค่อาทิตย์เดียวก็คงเหนื่อยบ้าง คนเป็นแม่อาจจะดูโทรมลง แต่เดี๋ยวเดียวก็ฟื้น
แต่ถ้าอาการเจ็บป่วยนั้นยืดเยื้อเรื้อรังกันออกไป เช่น มีคนป่วยเป็นโรคมะเร็งล่ะ เราจะเห็นได้ชัดว่าญาติคนที่ต้องทำหน้าที่ดูแลคนป่วยโดยตรง บางคนอาจจะมีอาการเครียด นอนไม่หลับ เจ็บป่วยเป็นไข้ได้ง่ายขึ้น บางคนเป็นโรคกระเพาะตามมา ก็เนื่องจากความเครียดทางกายและทางจิตใจที่สะสมเพิ่มพูนตามระยะเวลาที่ผ่านไป ยิ่งถ้าควบคุมความเครียดในครอบครัวไม่ได้ ญาติๆ เอาแต่ร้องไห้ ทะเลาะกัน ผู้ป่วยเองก็จะเครียดตามไปด้วย อาการเจ็บป่วยของตัวผู้ป่วยเองก็มักจะแย่ลงไปในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม มองในแง่ตรงกันข้าม ถ้าครอบครัวและญาติของผู้ป่วยสามารถควบคุมดูแลความเครียดได้อย่างเหมาะสม มีกำลังใจที่ดี (แม้ว่าบางโรคจะร้ายแรง และรักษาไม่ได้ก็ตาม) อย่างน้อยกำลังใจของคนรอบข้าง ก็สามารถบรรเทาเบาบางความรู้สึกทรมานจากอาการเจ็บป่วยของคนป่วยได้บ้าง หรือถ้ากำลังใจดีมากๆ จนถึงขั้น บางโรคก็อาจจะดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ (อันนี้กล้าพูดเพราะเห็นเคสคนไข้เปรียบเทียบกันมาหลายครอบครัวแล้ว)
ยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่ง คุณป้าเพ็ญ มารักษาโรคมะเร็งตับ ตอนมาอาการก็เป็นพอสมควร แต่คนป่วยและญาติเลือกที่จะไม่รับยาเคมี ตามสถิติของโรคไม่น่าจะอยู่ได้นานเกิน 1 ปี ครอบครัวของป้าเพ็ญเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ลูกชายก็เอาใจใส่ดูแลห่วงใยแม่เป็นอย่างดี ตัวคุณป้าก็เป็นคนไม่ค่อยเครียด ทุกครั้งที่ผมพบเจอท่าน ท่านก็จะยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ แถมคุณป้าเป็นคนธรรมะธัมโม นั่งวิปัสสนาทุกวัน ทำให้คนอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าท่านเป็นโรคมะเร็งกลับคิดว่าท่านแข็งแรงมากซะอีก
เราได้มีโอกาสดูแลคุณป้าเพ็ญและครอบครัวมานาน จนบัดนี้เวลาผ่านไปเกือบ 5 ปี คุณป้าก็ยังมีอาการสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิม จนคุณหมออีกท่านบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ว่าคุณป้าจะอยู่ได้สบายดีมาจนถึงบัดนี้... เคสนี้ผมมองว่าด้วยความรักและความห่วงใยของคนในครอบครัวป้าเพ็ญเองน่ะแหละคือตัวยาสำคัญที่ช่วยให้คุณป้าเพ็ญอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้
 



หนังสือแนะนำ
-ล้างพิษ 30 วันไขมันลด
-หลับไม่ดีมีทางแก้ี
- How to สู้มะเร็ง