กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่

ที่เอามาใช้กำจัดเสมหะ ต้องลูกสีดำเท่านั้น
หมอพื้นบ้านก็ใช้แต่ลูกสีดำค่ะ

 

พรรณไม้โบราณนี้ ที่ปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่อง
พระรถเมรีคือ 'มะม่วงหาว มะนาวโห่" มีอีกชื่อคือ 'หนามแดง' มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงชะลอความชรา ขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ รักษาโรคปอด ถุงลมโป่งพอง แก้ไอเจ็บคอ กำจัดเสมหะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ตลอดจนป้องกันมะเร็งได้

 

หมอโบราณใช้

 

- ราก ขับพยาธิ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย

- ใบ แก้ท้องร่วงท้องเดิน แก้เจ็บคอ แก้ไข้ หยอดหูแก้ปวดหู

- เปลือก แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ

- ยาง แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด ขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง ใช้ทำลายตาปลา

- ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร

- ผลสุกสีดำ ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ พอกดับพิษ แก้โรคลักปิดลักเปิด

- เม็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนัง

- น้ำมัน ใช้ฆ่าเชื้อ ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา รักษาโรคเรื้อน กัดหูด แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย

 

ข้อควรระวังคือ คนที่เป็นโรคไตห้ามกิน

อะไรเป็นสาเหตุของโรคไตวาย

 

โดยทฤษฎีเดิมก็คือการเป็นความดันเลือดสูงและเบาหวานนาน ๆ สุดท้ายก็จะจบลงที่ไตวาย คำถามมีอยู่ว่าโรคความดันเลือดสูงและเบาหวานแท้จริงก็มีอยู่ในบ้านเมืองนานมาแล้ว ทำไมสถิติไตวายจึงเพิ่งสูงโด่งเวลานี้ นั่นแสดงว่าต้องมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน

ปัจจัยสำคัญที่ควรสนใจก็คือ การมีสารเป็นพิษในสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจนเกินจะควบคุม การกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนเป็นสาเหตุของโรคไตวาย พอจำแนกได้ดังต่อไปนี้

 

๐ การกินเนื้อสัตว์ล้นเกิน คนเราไม่ควรกินเนื้อสัตว์เกิน 1 ขีด/วัน คนที่เริ่มไตเสื่อมยิ่งต้องจำกัดให้น้อยลงกว่านั้น หรือกระทั่งกินมังสวิรัติไปเลย สังคมบริโภคนิยมทำให้คนไทยนิยมกินเนื้อสัตว์อย่างไม่บันยะบันยัง ไตจึงทำงานหนักเสี่ยงต่อโรคไตวายเพิ่มขึ้น

 

๐ กินยาพร่ำเพรื่อ เป็นพิษกับไต เราต้องรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า ยาทุกเม็ดทุกชนิดที่เรากินเข้าไปล้วนเป็นพิษทั้งนั้น เพียงแต่เรียกด้วยคำสวยหรูเสียใหม่ว่าผลข้างเคียง หรือ Side effect ยาเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วต้องถูกกำจัดออกไปไม่ทางตับก็ทางไตเสมอ ที่ขจัดทางไตมากบางชนิดก็เป็นพิษต่อไตโดยตรง บางชนิดเพิ่มภาระแก่ไต กินพร่ำเพรื่อหรือกินนาน ๆ ย่อมทำให้ไตพังได้

 

๐ มลภาวะทางอุตสาหกรรมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ด้วยสารเสียเด่นๆ ดังนี้
ไฮโดรคาบอน คาร์บอนมอนน็อกไซด์ ไดออกซิน และโอโซน จากกระบวนการเผาไหม้ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและควันรถยนต์ นอกจากทำให้สมองมึนงง ทางเดินหายใจอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดเสีย กระทั่งมะเร็งปอดแล้ว ยังเป็นพิษต่อไต ถึงขั้นทำให้ไตวายได้อีกด้วย โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม และปรอท สารเหล่านี้เป็นพิษทั้งต่อระบบประสาท ต่อตับ และไตด้วย อันตรายต่อไต มีทั้งภาวะไตวายเฉียบพลันจากการต้องพิษแบบรุนแรง และไตวายเรื้อรังจากการต้องพิษที่รับเข้าไปวันละเล็กละน้อย

 

สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย

 

1.โดยการสูดดมเข้าไปทางลมหายใจ

 

2.ปนเปื้อนในอาหารที่ปรุงขายตามริมบาทวิถี ร้านอาหารที่มิได้ปกปิดเท่าที่ควร และจากสารเสียของโรงงานอุตสาหกรรมหรือชุมชนเมืองระบายลงสู่แม่น้ำและปากอ่าวไทยไปปนเปื้อนในสัตว์น้ำและอาหารทะเลที่คนเราจับมากินอีกทอดหนึ่งที่คนเราจับมากิน

 

3.จากการสัมผัสผิวหนังโดยตรง

 

๐ สารปรุงแต่งอาหาร อร่อยอันตราย อันได้แก่ สารแต่งสี เช่นสีสังเคราะห์ที่ผสมอยู่ในอาหาร สารแต่งรส สารกันบูด

 

๐ กินโซเดียมเกินพิกัด อาจไตวาย อาหารที่มีโซเดียมสูงพบมากในเฟรนซ์ฟราย แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ในบรรดาฟาสฟู้ดเหล่านี้บะหมี่สำเร็จรูปคือราชาแห่งความเค็ม คนไม่น้อยกินบะหมี่ซองเปล่า ๆ โดยไม่ชงน้ำ

 

สารบางอย่างไม่เค็มแต่โซเดียมสูงมาก นั่นคือผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูตาเมต) สารตัวนี้มีอันตรายสูง ยิ่งเติมยิ่งติดใจ ปกติในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายของเราควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 6 กรัม เท่ากับ 1 ช้อนชากว่า ๆ จำเป็นอย่างยิ่งต้องจำกัดปริมาณโซเดียมที่ได้รับในแต่ละวัน หลีกเลี้ยงอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด และอาหารตะวันตก ขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงการกินผงชูรสด้วย ก่อนอื่นที่สุด ต้องพยายามปรุงอาหารกินเองในบ้าน

 

๐ สารปฏิชีวนะตกค้างจากฟาร์มอุตสาหกรรม

สารปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ ตัวร้ายที่สุดคือ เตตร้าซัยคลิน ซึ่งใช้กันอย่างมากในอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การใช้ปฏิชีวนะยังเกิดขึ้นในกระบวนการเลี้ยงไก่ฟาร์ม เลี้ยงวัว และเลี้ยงหมูด้วย

เราจำเป็นต้องเรียนรู้ปัจจัยต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยก่อโรคเหล่านี้

 

อดล้างพิษ 1 วัน 

✍️ การล้างพิษเป็นวิธีหนึ่งของธรรมชาติบำบัด เพื่อขจัดสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย สร้างเงื่อนไขให้ร่างกายสมานคืนฟื้นสุขภาพได้ด้วยตนเอง

✍️ ล้างพิษ 1 วัน เป็นวิธีที่ผู้รักสุขภาพนิยมใช้ สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ คนแข็งแรงปกติ แนะนำให้อดทุก 2 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องการใช้การล้างพิษบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่แนะนำให้อดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

✍️ วิธีปฏิบัติ กินผลไม้ชนิดเดียวตลอดวัน ควรเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น มะละกอ ฝรั่ง ส้ม ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง แอปเปิ้ล สาลี่ แคนตาลูป แตงโม ฯลฯ จะเลือกกินชนิดใดก็กินแต่ชนิดนั้นไปตลอดทั้งวันเท่าที่ร่างกายต้องการ

✍️ เลิกอด เมื่ออดครบถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ให้ดื่มน้ำผสมมะนาวและเกลือ โดยผสมน้ำเปล่า 800 cc. 2 ขวด กับมะนาว 4 ลูก และเกลือทะเล 3 ช้อนชา (แบ่งใส่ขวดละ 1½ ช้อนชา (ค่อย ๆ ดื่มเข้าไปเท่าที่จะดื่มได้จนหมด จากนั้นจะรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ซึ่งจะพบว่ามีอาการถ่ายเหลว เนื่องจากปริมาณน้ำที่ดื่มและปริมาณวิตามินซีที่รับเข้าไปจากน้ำมะนาว วิธีนี้ช่วยให้ทางเดินอาหารสะอาดขึ้น

 

 

✍️ การอดแบบล้างพิษ 1 วัน ใช้ได้อย่างดีสำหรับรักษาโรคด้วยตนเองตามแนวธรรมชาติบำบัด เช่น

 - โรคอ้วน
- โรคไขมันเลือดสูง 
- โรคข้ออักเสบ
- ข้อเสื่อม
- โรคไมเกรน
- โรคเครียด
- โรคนอนไม่หลับ
- โรคภูมิแพ้ 
- โรคหอบหืด
- โรคท้องผูก
- โรคกระเพาะลำไส้ระคายเคือง
- โรคกระเพาะ

✍️รวมถึงอาการไม่สบายต่าง ๆ ที่ยังไม่ถึงกับเป็นโรคโดยเด่นชัด เช่น

- อาการมึนซึม
- ปวดเมื่อยตัว
- อ่อนเพลีย 
- ไม่กระปรี้กระเปร่า
- ไม่มีเรี่ยวแรง

ร้อนใน ยามเปลี่ยนฤดู

จากหน้าร้อนแล้งจัด ร่างกายของเรากรุ่นไปด้วยความร้อน เมื่อผ่านเข้าสู่ฤดูฝน อากาศเย็นลง
แต่ความร้อนสะสมในร่างกายยังมีมาก
ทำให้เกิดอาการ ร้อนรุ่มในร่างกาย ครั่นเนื้อครั่นตัวไม่สบาย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มึนศีรษะ ปวดศีรษะ บางคนมีความดันเลือดสูงขึ้น กินข้าวไม่ลง น้ำหนักตัวลด ปัสสาวะร้อนและมีน้อย ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ อาจจะมีแผลร้อนในปาก เป็นต้น
ในผู้สูงอายุ ทึ่เลือดลมเดินไม่ดี จะมีอาการเหล่านี้รุนแรงมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว

 

ยามนี้คนไทยโบราณนิยมปรับธาตุเพื่อเสริมสุขภาพเช่น

• กินของขม ดับอาการตะครั่นตะครอ เช่น ดอกแค ยอดมะระขี้นก แกงขี้เหล็ก ฝักเพกา เป็นต้น
• กินอาหารฤทธิ์เย็น ดับร้อน เช่น หน่อไม้ ใบย่านาง ใบบัวบก
• กินอาหารรสเปรี้ยว เช่น ยำมะม่วง ยำกระท้อน กินยอดมะขาม ยอดสัมป่อย ต้มใส่ปลา หรือเห็ด อาศัยรสเปรี้ยวมาเพิ่มภูมิต้านทานป้องกับไข้เปลี่ยนฤดู
• กินเมี่ยงคำปรับธาตุ ที่สำคัญคือการกินใบชะพลู
• ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อหล่อลื่นการไหลเวียนของเลือด จะได้อาศัยน้ำเลือดระบายเอาความร้อนออกไปเป็นเหงื่อ ในระยะนี้ คนโบราณจึงนิยมต้มน้ำมะตูมดื่มคลายร้อน

 

สำหรับยาสมุนไพรที่สามารถใช้คลายร้อนได้ เช่น

• ยาหอม โดยทั่วไปเป็นยาเย็น การที่เอายาหอมมาละลายน้ำ จะทำให้ได้น้ำไปลดความร้อนในเวลาเดียวกัน
• ยาเขียว ที่เป็นแท่ง ฝนละลายน้ำ กินแล้วอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจะทุเลาลง
• ยาขม หรือน้ำจับเลี้ยง ที่มีส่วนผสมของดอกเก็กฮวย ใบไผ่ เม็ดในเพกา หล่อฮั้งก้วย ฯลฯ ก็สามารถดับร้อนในร่างกายได้

การสวนกาแฟก็ช่วยได้ เพราะจะแก้อาการท้องผูกในขณะที่ช่วยล้างพิษตับ เป็นการขับความร้อนสะสมออกไปนอกร่างกายได้เร็วขึ้น อย่าลืมว่าสวนกาแฟทุกครั้ง จะต้องตามด้วยการกินโสม 1 เม็ด กับขมิ้นชัน 5 เม็ด เพื่อการขับสารพิษออกนอกร่างกายจะหมดจดยิ่งขึ้น

สุดท้าย การแช่น้ำในสระน้ำ เดินออกกำลังในระดับความลึกของน้ำเพียงอก จะช่วยทำให้ผ่อนคลาย คลายร้อน ประกอบกับการออกกำลังกาย จะทำให้คลายเครียด และนอนหลับได้ดีขึ้น
การนอนหลับที่ดี หลับลึก จะช่วยกำจัดความร้อนออกจากร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย เพราะร่างกายจะกำจัดความร้อนออกไปได้ดี ก็ต่อเมื่อนอนหลับได้ดี

มาตรการที่กล่าวมาอาจจะต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้งหมด จึงจะเห็นผลในการลดความร้อนในร่างกายลง

ข่าวสารสุขภาพ



TripAdvisor