.                    

 

กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

อาหารเพื่อสุขภาพ

ดูแลสุขภาพแม่ พระในบ้าน : พญ.ลลิตา ธีระสิริ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

                                            อาหารวันร้อน

 

พญ.ลลิตา  ธีระสิริ

 

                อากาศร้อนจัด ๆ แทนที่จะแก้ด้วยการเปิดแอร์ทั่วบ้าน เพิ่มความร้อนให้บรรยากาศของโลกเข้าไปอีก  ลองหาวิธีคลายร้อนด้วยอาหารการกินดูบ้าง

                ในฤดูร้อน คนโบราณที่ยังไม่รู้จักเครื่องปรับอากาศเขาจะมีวิธีคลายร้อน  เท่าที่เรารู้กันก็คือการนุ่งห่มผ้าฝ้าย หรือสมัยก่อนก็ไม่ต้องใส่เสื้อ ใช้พัดใบลานโบกไล่ความร้อน หรือไม่เช่นนั้นก็อาบน้ำประดินสอพองให้เย็นลง  แต่เท่านั้นยังไม่พอ คนไทยยังมีอาหารหน้าร้อนกินเพื่อดับร้อนด้วย  เช่นข้าวแช่ –นี่เป็นอาหารของชาววังโดยเฉพาะ  การเอาข้าวใส่น้ำลอยดอกมะลิ ใส่น้ำแข็งกินกับเครื่องแนมนั้นคลายร้อนได้ - แต่สมัยก่อนชาวบ้านไม่มีน้ำแข็ง  ชาวบ้านจึงกินปลาย่างแตงโม กินยำแตงกวา กินต้มฟัก อาศัยความฉ่ำน้ำของแตงหรือฟักมาคลายร้อน  กินแกงส้ม ซดน้ำแกงเข้าไปเพิ่มน้ำในร่างกายให้ช่วยระบายความร้อนออก  กินต้มโคล้งเพื่อใช้หอมแดงมาขับเหงื่อ

                สำหรับคนสมัยใหม่แนะนำว่า ควรรู้จักวิธีกิน รู้จักกับอาหารคลายร้อนแบบธรรมชาติ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  1. กินอาหารไทย ๆ ดีกว่าการกินอาหารฝรั่ง

เมื่ออากาศร้อนจัด ๆ อาหารจะต้องมีไขมันต่ำ  เพราะไขมันให้แคลอรี่มากกว่าข้าว ผัก ผลไม้ถึง 2 เท่าตัว หากเรากินอาหารมัน ๆ ร่างกายจะร้อนรุ่ม  อากาศเมืองไทยไม่เหมือนเมืองหนาว  ฝรั่งกินไขมันมาก เพราะต้องการพลังงานไปสู้กับอากาศหนาว  หากอากาศร้อนจัดแล้วคนไทยขืนกินพิซซ่า ลาซานย่า  ชีส ชีสเค้ก ดื่มนม นมเปรี้ยว จะทำให้ร้อนกว่าเดิม  สู้กินอาหารแบบไทย ๆ อย่างส้มตำ น้ำพริก ยำ ต้มยำ ฯลฯ ไม่ได้  อาหารเหล่านี้แคลอรี่ต่ำกินแล้วจะไม่ร้อน

พึงสังวรณ์ไว้ว่า การกินอาหารข้ามวัฒนธรรมยามร้อนจะทำให้ร้อนจัดยิ่งขึ้น

       2.   ดื่มน้ำมาก ๆ

ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70%    เมื่ออากาศร้อน เราเสียน้ำทางเหงื่อ  น้ำในร่างกายจะลดลง  ความแห้ง ทำให้เนื้อเยื่อห่อเหี่ยว และจะทำให้รู้สึกร้อนยิ่งขึ้น  วิธีแก้คือดื่มน้ำเข้าไปเพื่อน้ำในตัวของเราจะได้มีมากพอเอาไว้หล่อใต้ผิวหนัง ช่วยระบายเอาความร้อนออกเช่นเดียวกับรถยนต์ที่มีรังผึ้งของหม้อน้ำช่วยระบายความร้อนของเครื่อง

แนะนำว่าให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว แล้วแต่ความกระหาย  ดื่มน้ำผสมมะนาวบ้าง ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ บ้าง

น้ำใส่น้ำแข็งช่วยลดอุณหภูมิร่างกายลงได้ดี  มีบางคนถือหลักว่าฉันจะไม่กินน้ำแข็งเลย  แต่ถ้าอากาศร้อนมาก น้ำเย็นจัด ๆ จะช่วยได้มากเลย  ดังนั้นน้ำแข็ง ไอศกรีม หวานเย็น ขนมใส่น้ำแข็งจึงคู่กับหน้าร้อนเสมอ

        3.    กินผักสดและผลไม้สดให้มาก

     ยามอากาศร้อนจัด เมตาโบลิสมในร่างกายสูงขึ้นตาม อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นมากกว่ายามปกติ ทำให้ไม่สบายตัว เหนื่อยเพลียง่าย  ในยามนี้ร่างกายจึงต้องการสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าปกติ  แหล่งของเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีมาจากผักสดและผลไม้สด การกินผักใบเขียว ผลไม้สีเหลือง ส้ม แดง  จะช่วยทำให้หายร้อนจากข้างใน  หาวิตามินอีจากข้าวกล้องเพิ่มอีกทุกมื้อก็จะดียิ่งขึ้น

      4.   กินสมุนไพรคลายร้อน

      เรารู้จักเครื่องดื่มที่แก้ร้อนในกันดี อย่างน้ำใบบัวบก น้ำเก็กฮวย หรือ ยาขมที่ร้านขายยาแบบโบราณต้มขาย ...นั่นคลายร้อนได้ดีทีเดียว 

      แห้ว สาลี่ รากบัว พลับแห้ง ลูกอรหันต์ (หล่อฮั้งก้วย)  หัวผักกาดขาว ฯลฯ  เหล่านี้หากกินแล้วจะได้ความรู้สึกเย็น  หากร้อนจัด ๆ ก็ลองหามากินคลายร้อนดู

      อาหารที่มีรสเปรี้ยวมักจะเหมาะกับหน้าร้อน  น้ำมะนาวเย็น ๆ ที่ไม่หวานจนเกินไป  น้ำส้มสดแช่เย็น จะช่วยทำให้สดชื่นในแทบจะทันที 

               ส่วนเครื่องดื่มคลายร้อนที่ดี ที่จะแนะนำให้รู้จักในตอนนี้คือน้ำมะขามป้อม

 

                                             น้ำมะขามป้อม

เครื่องปรุง

                                 มะขามป้อมสด ๆ         8-12      ลูก

                                 น้ำเชื่อม                     4-5        ช้อนโต๊ะ

                                 เกลือ                          ½         ช้อนชา

                                 น้ำโซดา                       8         แก้ว

                                 น้ำแข็ง

 

วิธีทำ

               แกะเม็ดมะขามป้อมออก เอาลงปั่นในเบลนเดอร์กับน้ำเชื่อมเติมเกลือลงไป  เวลาเสิร์ฟเอาน้ำแข็งใส่แก้วเทน้ำโซดาลงไป  ตักเอาน้ำมะขามป้อมปั่นเติมลงไปแก้วละ ½ -1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน

               แค่นี้ก็ดื่มดับร้อนได้ชะงัดนักล่ะ

               มะขามป้อมมีวิตามินซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด  รสเปรี้ยวอมฝาด กินแล้วชุ่มคอ  เหมาะสำหรับหน้าร้อนอย่างที่สุด  น้ำเย็น ๆ จากเครื่องดื่มแก้วนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ร่างกายเป็นอย่างดี

 

หนังสือแนะนำ

 

บำบัดผื่นคันด้วยตนเอง

                อากาศร้อน อากาศแห้ง คนเรามักมีผื่นคัน บางคนบอกว่าเหงื่อออก ฝุ่นมาก ทำให้มีผื่น แต่ที่แท้ผื่นคันที่ผิวหนังไม่ได้เกิดจากอากาศเป็นสาเหตุทั้งหมด    แต่เกิดจากหลายสาเหตุคือ  ผื่นแพ้  ความเครียดทั้งทางกายและใจ  รวมทั้งการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่าง ๆ

 

 

สารระคายผิว

                สารระคายผิวในชีวิตประจำวันที่พบบ่อยได้แก่ ผงซักฟอก รวมทั้งน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาเช็ดพื้นเกือบทุกประเภท

                ดังนั้นหากคุณเกิดผื่นคันที่ผิวหนัง  โดยเฉพาะที่มือและเท้า  ลองพิจารณาดูว่าเกิดหลังจากคุณเปลี่ยนยี่ห้อผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ฯลฯ หรือไม่  หรือหากไม่ได้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้นั้นได้เติมสารพิเศษลงไปอีกเช่นสีสะท้อนแสงเพื่อให้ผ้าดูใหม่เสมอ หรือน้ำยาทำความสะอาดเพิ่มสารที่ทำให้เกิดความแวววาวใช่หรือไม่

 

                หากใช่ คุณก็จะต้องหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  หาอะไรอื่นที่ระคายเคืองน้อยกว่า  มีการเติมโน่นเติมนี่ลงไปในน้ำยาน้อยกว่า

                ยังมีวัสดุหรือสารบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอาการผื่นคันที่ผิวหนังเพราะแพ้อีกเช่น ยาง โลหะประเภทนิกเกิล(จากเครื่องประดับ) น้ำหอม  เครื่องสำอาง พืชหรือยาบางชนิดทั้งยากินยาทา

                อาการแพ้วัสดุและสารข้างต้นมักจะมีประวัติเหมือน ๆ กันคือ ตอนใช้ในครั้งแรกไม่มีอาการ แต่พอใช้นาน ๆ ไปถึงจะเกิดอาการของผื่นคัน  ลองสังเกตดี ๆ เช่นอาการแพ้โลหะหรือวัสดุของเครื่องประดับมักจะเกิดบริเวณที่สัมผัสนั้นโดยตรง เช่นตรงตำแหน่งของจี้ ของกำไล หรือก้านตุ้มหู หรือบริเวณที่ใส่น้ำหอมเท่านั้น

                หากมีอาการเช่นนี้คุณต้องเลี่ยงสิ่งที่ก่ออาการแพ้ตลอดไปจึงจะหายขาด

อาการผื่นแพ้จากจิตประสาท

                อาการผื่นคันชนิดนี้มักจะเกิดเพราะมีสาเหตุทางจิตใจ เช่นเครียด กังวล  ผื่นมักจะเกิดจากการเกา ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งคันยิ่งเกา ทำให้ผื่นกำเริบกลายเป็นผื่นที่เรื้อรัง  ส่วนมากพบผื่นบริเวณ ข้อมือ ข้อเท้า  แขนขาด้านนอก(ตรงที่เกาถนัด)

 

 

               ผื่นชนิดนี้อาจจะพอหาสาเหตุเริ่มต้นได้เช่น ผิวแห้ง  ผื่นแพ้  การสัมผัสสารระคายเคือง บางครั้งก็เป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไม่ดี เช่นมีเส้นเลือดขอด หรือขาบวมมาก่อน ทำให้สารพิษคั่งอยู่ที่ผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน แล้วการเกาทำให้ผื่นเรื้อรังยิ่งขึ้น

ผื่นคันในผู้สูงอายุ              

บางครั้งผู้สูงอายุก็มีผื่นคันได้ง่าย เพราะผิวคนมีอายุบางตัวลงและระคายเคืองง่ายกว่า  ประกอบกับเมื่อเกิดผื่นแล้วก็หายยากกว่าคนหนุ่มสาว  แค่อากาศร้อน เหงื่อออกมากหน่อย ก็เกิดอาการระคายเคืองแล้ว

ธรรมชาติบำบัดรักษาผื่นคัน

เมื่อเกิดผื่นคันไม่ว่าจากสาเหตุใด ให้เอาสาเหตุของอาการแพ้ออกก่อนเช่น หยุดใช้ผงซักฟอกนั้น ๆ   และธรรมชาติบำบัดมีวิธีแก้ดังนี้

              1.วิธีบรรเทาอาการคัน เพื่อไม่ให้เกาและทำให้ผื่นกำเริบทำได้ดังนี้คือ  อาจจะใช้ยาประเภทยาหม่องทาบรรเทาอาการคัน หากเป็นผื่นแห้ง และเป็นไม่มาก   นอกจากนี้เราสามารถใช้วิธีโบราณกล่าวคือ

               - ให้เอาใบพลู 5-6 ใบมาตำแล้วผสมเหล้าขาวทาบริเวณผื่นคัน วิธีนี้เหมาะสำหรับผื่นคันที่เกิดเป็นบางที่

               - ให้เอาขมิ้นชันทาผื่นวันละครั้ง วิธีทำนั้นง่ายมาก เพียงแต่ตัดหัวขมิ้นให้เปิดออกแล้วใช้ทาผื่นได้เลย  แต่ถ้าผื่นคุณมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มแล้วไม่ควรใช้วิธีนี้  และควรเอาขมิ้นสดมาแช่ตู้เย็นค้างไว้ เพื่อทำให้หมดยางตามธรรมชาติเสียก่อน

               - ใช้น้ำสมุนไพร ทาหรือประคบบริเวณผื่นคัน  สมุนไพรที่ใช้ได้แก่ คาโมมายล์  ทีทรี ลาเวนเดอร์ เป็นต้น

              โดยเตรียมน้ำชาด้วยการต้มคาโมมายล์ แก่ ๆ(หาซื้อได้ที่โครงการหลวง) แล้วผสมลงในน้ำผสมผงฟู(โซเดียมไบคาร์บอเนต) โดยใช้น้ำ 2 ลิตรต่อผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ  ใช้ทาผื่นหรือเอาผ้าก๊อซชุบน้ำสมุนไพรแล้วปิดไว้ตรงผื่น วันละ 1-2 ครั้ง

               ส่วน ทีทรีกับลาเวนเดอร์สามารถใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย  โดยใช้ครั้งละ 5-8 หยด ลงในน้ำผสมผงฟู

               - ให้แช่น้ำรำข้าว วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นผื่นคันทั้งตัว  ทำได้ดังนี้คือ  ก่อนอื่นคุณต้องมีอ่างอาบน้ำ  ให้เตรียมน้ำเย็นใส่อ่าง  เอาน้ำแข็งโรยลงไป เอาให้เย็นจัด พอทนได้ สามารถทดสอบดูโดยเอามือจุ่มดู  แล้วลงไปนอนแช่ทั้งตัวเป็นเวลานาน 10-15 นาที  จากนั้นไขน้ำออก  เอาน้ำอุ่นจัด ๆ พอทนได้ใส่อ่างแทน  แล้วเอารำข้าวละเอียดประมาณ 100 กรัมห่อผ้าขาวบาง ขยำเอาแต่น้ำใส่ลงไปในอ่าง  แล้วลงนอนแช่นาน 20 นาที

               วิธีนี้เป็นการใช้สารแพนโทเทนิกในรำข้าวมารักษาอาการคัน  อาการคันจะหายแทบปลิดทิ้ง  แต่ข้อควรระวังคืออย่าให้รำข้าวเล็ดลอดลงไปในน้ำ เพราะเศษของรำข้าวจะทำให้เกิดผดผื่นและทำให้คันยิ่งขึ้น  อาจจะต้องใช้ผ้าขาวบางห่อ 2-3 ชั้นจึงจะดี

               หลักการนี้คือ  ต้องแช่น้ำเย็นจัดก่อน  หลังจากนั้นให้เตรียมน้ำรำอุ่น ซึ่งต้องการเวลานานประมาณ 15 นาทีหลังจากขึ้นมาจากน้ำเย็น  เพราะถึงตอนนั้นโดยปฏิกิริยาของการแช่น้ำเย็นจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังขยายตัวเต็มที่  เมื่อแช่น้ำรำ แพนโทเทนิคในรำข้าวจึงจะส่งผลแก้อาการของผื่นและแก้อาการคัน

               มีคนเทียบแพนโทเทนิกว่ามีผลเช่นเดียวกับแอนติฮีสตามีนเลยทีเดียว

                2. เพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทาน เพื่อให้ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองดีกว่าเดิม  โดยการเปลี่ยนอาหาร เป็นข้าวกล้องทุกมื้อ กินผักสดวันละ 2 จาน กินผลไม้สดวันละ 2 ผล และน้ำผลไม้คั้นสดวันละ 200 ซีซี. เช่นน้ำส้มคั้นสด  เพื่อที่จะได้วิตามินซีเพียงพอในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทาน

 

           มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้

พญ.ลลิตา  ธีระสิริ

                มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทยคือพบได้ 15.6% ของมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด  ว่ากันว่าผู้หญิงในประเทศด้อยพัฒนาจะเป็นมะเร็งปากมดลูกกันมาก  ทุกวันนี้มีวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกหลายวิธี  การตรวจภายในเพื่อตรวจ pap หรือการเอาน้ำในช่องคลอดไปตรวจนั้นเป็นวิธีตรวจหาร่องรอยของโรค จะได้รู้เร็วรักษาเร็วเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด  ซึ่งมีคนหายขาดแล้วมากมาย

              ทุกวันนี้เรามีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกใช้กันแล้ว โดยมีทฤษฏีอยู่ว่า มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งชื่อ human pappilloma virus (HPV)  ไวรัสจะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยน แปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง 

ไวรัส HPVเป็นสายพันธุ์เดียวกับไวรัสหูด  เมื่อเอามาทำวัคซีนเราก็จะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อ HPV แล้วก็จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก  แต่หากต้องการให้วัคซีนได้ผลจะต้องฉีดวัคซีนตัวนี้ตั้งแต่ยังไม่มีเพศสัมพันธุ์ คือฉีดตั้งแต่อายุ 11-26 ปี หากฉีดหลังจากอายุ 35ปีไปแล้วจะไม่ได้ผลแต่อย่างใด

              แล้วคนที่อายุมากกว่าเกินจะฉีดวัคซีนได้ล่ะ จะป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูกที่เป็นกันมากมายอย่างไร

              ที่จริงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกยังมีอีกหลายประการ  นอกจากการติดเชื้อไวรัส HPV แล้ว  ยังมีการสูบบุหรี่ การที่มีลูกหลายคน การมีคู่นอนหลายคน การใช้ยาคุมกำเนิด ภูมิต้านทานอ่อนแอ และมีญาติสายตรง แม่ พี่สาว น้องสาวที่เป็นโรคนี้ – เนื่องจากว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรมด้วย

              หากเรารู้จักเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนี้ เราก็จะตัดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกลงได้  การไม่สูบบุหรี่ การไม่ใช้ยาคุมกำเนิด ปฏิเสธการมีคู่นอนหลายคน การไม่มีลูกหลายคน  เหล่านี้เราเป็นฝ่ายเลือกได้ ก็ลดอัตราเสี่ยงลงไป  ส่วนเรื่องของกรรมพันธุ์นั้นเลี่ยงไม่ได้  ใครก็ตามที่มีประวัติมะเร็งปากมดลูกในครอบครัวจะต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

               ยังมีเรื่องของภูมิต้านทาน  กล่าวแล้วว่าไวรัส HPVเป็นประเภทเดียวกับไวรัสหูด  หากภูมิต้านทานดี สุขอนามัยดี เราก็จะไม่เป็นหูด  ทำนองเดียวกัน หากภูมิต้านทานของเราดี เราก็จะไม่ติดเชื้อ HPV และไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก  ดังนั้นการปรับอาหาร การเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกาย  คลายเครียดเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานจึงป้องกันมะเร็งนี้ได้

                การมีภูมิต้านทานไม่ดีจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายกว่า  เช่น  ในผู้ติดเชื้อ HIV  ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มากกว่า  ทำให้ผู้ป่วยเอดส์มีอัตราป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าคนธรรมดา  เรายังพบว่าหากผู้ป่วยเอดส์เป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วมะเร็งจะลุกลามได้เร็วกว่าในคนปกติ

                แถมยังมีรายงานว่า ผู้หญิงอ้วนที่กินอาหารไม่สมดุล ผู้หญิงคนไหนที่กินผักและผลไม้น้อย แสดงว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระน้อย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงกว่า

การหันมาหาอาหารในแนวธรรมชาติบำบัด ที่กินข้าวกล้อง ผักสดผลไม้สดวันละ 500 กรัมหรือวันละ 5 ส่วนอาหาร โดยกินผักวันละ 2 จาน ผลไม้วันละ 2 ลูก ดื่มน้ำคั้นผลไม้สดวันละ 200 ซีซี  จะทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น การป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็จะได้ผลนอกจากนี้ ให้กินเนื้อสัตว์แต่พอควร กินไขมันแต่น้อย  งดนมวัว งดอาหารขยะ งดการกินเค็ม งดผงชูรส งดเหล้า บุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนบั่นทอนภูมิต้านทานลง

 

                ผักสดผลไม้สดซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินซี อันมีผลโดยตรงต่อเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิต้านทาน  เบต้าแคโรทีนมีความสำคัญต่อความแข็งแรงของเซลล์ผิวของปากมดลูกจึงต้องกิน มะละกอ ฟักทอง แครอท ผักใบเขียว เป็นประจำ  จะช่วยลดอัตราเสี่ยงลง  ส่วนวิตามินอี จากข้าวกล้องจะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสHPV

                  ใครก็ตามที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งปากมดลูก ยิ่งสมควรให้ความสนใจเรื่องอาหารและกินผักสดผลไม้สดให้ได้วันละ 500 กรัมอย่างจริงจัง



 

 

วิธีลดน้ำหนักในเด็ก

 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการลดน้ำหนักในเด็กไม่ว่าในอายุเท่าใด  ห้ามใช้ยาลดน้ำหนักเป็นเด็ดขาด  จะว่าไปการใช้ยาลดน้ำหนักก็เป็นอันตรายต่อผู้ใหญ่ด้วย  สรุปแล้วทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่นแหละที่ต้องห้ามการใช้ยาลดน้ำหนัก

                ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่รณรงค์ให้เด็กลดน้ำหนักตัวลงโดยการห้ามขายน้ำอัดลม  ขนมหวานในโรงเรียน และส่งเสริมให้กลุ่มเด็กตุ้ยนุ้ยออกกำลังกายให้มากขึ้น  นับเป็นก้าวที่สำคัญในการลดน้ำหนักตัวของเด็ก  เพราะโดยธรรมชาติแล้ว  เด็กจะเชื่อครูมากกว่าเชื่อพ่อแม่  ในเมื่อครูจัดชั้นเรียนแอโรบิกให้เด็กออกกำลังกาย  น้ำหนักตัวของเขาก็จะลดลง

                การลดน้ำหนักตัวในเด็ก มีวิธีการควบคุมอาหารแบ่งตามอายุของเด็ก  กล่าวคือ  เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปีควรใช้วิธีหนึ่ง  ส่วนเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปีไปแล้วสามารถใช้วิธีที่เข้มข้นกว่าได้

                ทำไมต้องแบ่งกันที่ 8 ปีล่ะ  เด็กอายุ 8 ปีก็เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หรือ 3 แล้ว  สามารถรับรู้เหตุผลได้ดีกว่าเด็กที่เพิ่งขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  อีกประการหนึ่งเด็กที่มีอายุ 8 ปี มีความแข็งแรงของร่างกายดีพอสมควร  หากจะกินอาหารให้น้อยลงสักวัน  ก็จะไม่กระทบกระเทือนต่อสุขภาพ

                ส่วนการออกกำลังกายนั้น  ไม่ว่าอายุต่ำกว่าหรือมากกว่า 8 ปี  ก็ต้องออกกำลังกายให้มากขึ้น  น้ำหนักตัวจึงจะลดลงได้

 

---หนังสือ เลี้ยงลูกให้ไร้โรค  โดย พญ.ลลิตา ธีระสิริ

Page 4 of 5

ข่าวสารสุขภาพ



Facebook

TripAdvisor