.                       

 

กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงลง
มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ใครก็ตามมีญาติโดยเฉพาะ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย 
เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรใส่ใจตนเอง
และเชื่อหรือไม่ ว่า ต้มยำ อาหารประจำชาติของเรา
จะช่วยป้องกันมะเร็งหลอดอาหาและกระเพาะอาหารได้

 

                                                                                                มะเร็งกระเพาะอาหารป้องกันได้

 

                                                                                                                                                                                                             พญ.ลลิตา ธีระสิริ

          มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ หนึ่งในจำนวนนี้คือมะเร็งของกระเพาะอาหาร

          นักวิทยาศาสตร์พบว่าสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารมีอยู่หลายประการ กรรมพันธุ์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ใครก็ตามที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารย่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคเดียวกันกับบรรพบุรุษ 15% แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อมูลจากเมืองหลินเสียง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่นั่นมีอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารสูงมาก จึงมีการศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่าสาเหตุของมะเร็งทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่การกินอาหารเค็มจัด และอาหารประเภทหมักดอง เกลือโซเดียมในอาหารที่มากเกินไป ด้านหนึ่งทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง และอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของทางเดินอาหารส่วนต้น จึงเกิดเนื้อร้ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังทำการวิจัยกับคนในเมืองกว่า 30,000 คน แล้วพบว่า หากได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอีอย่างเพียงพอแล้ว จะสามารถลดอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารลงได้ 13% และลดมะเร็งกระเพาะอาหารลงได้มากกว่า คือ 21%

 

           ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการกินอาหารเค็ม ๆ และอาหารหมักดองที่มากเกินไปและกินเป็นประจำนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกลือโซเดียมเป็นสาเหตุ แต่ในบ้านเราการให้ลดการกินเค็มอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากคนไทยกินผงชูรสกันมากเกินไป

ผงชูรสคือโมโนโซเดียมกลูตาเมท เผอิญโซเดียมในผงชูรสมันไม่เค็ม แต่มันก็คือเกลือโซเดียมดี ๆ นี่เอง ดังนั้นหากใครกลัวจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะต้องงดกินผงชูรสด้วย

ยังมีสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน นั่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. pyroli) ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชิ้อ เนื้อเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง จนเซลล์เปลี่ยนรูป (atrophy และ metaplasia) และกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด หากใครมีเชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงถึง 80%

 

           สรุปแล้วมะเร็งกระเพาพอาหารอาจจะเกิดจาก 
           • พันธุกรรม 
           • เกิดจากการกินของหมักดอง กินเค็มมากเกินไป และกินมานาน
           • มีอาการกระเพาะอักเสบมาก่อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pyroli

           ดังนั้นหากไม่อยากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนที่ญาติสายตรงเป็นมะเร็งชนิดนี้มาก่อน ควรปฏิบัติตัวดังนี้

           1. ลดการกินเค็มลง เลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง และงดผงชูรส

           2. กินผักสด ผลไม้สดให้มากพอ หากจะยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ก็ควรกินมากถึงวันละ 500 กรัม โดยกินผักสดวันละ 2 จานเท่ากับจานส้มตำ กินผลไม้สดวันละ 2 ลูก ขนาดเท่ากับแอบเปิลสีแดง และกินน้ำคั้นจากผลไม้สดวันละ 200 ซีซี

           3. กินข้าวกล้องเป็นกระจำ

           4. หากมีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรังไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร ถ้ามีการติดเชื้อ H. pyroli และได้รับยาปฏิชีวนะรักษา ก็จะกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ และป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

           5. มีสมุนไพรที่ผ่านการวิจัย คือข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทั้งสามชนิดมีไฟโตนิวเตรียนท์ที่สามารถป้องกันมะเร็งของทั้งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ เพียงแต่ว่าถึงตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าจะต้องกินเครื่องต้มยำดังกล่วมากน้อยแค่ไหนจึงจะได้ผล
อย่างไรก็ตามการกินต้มยำเพื่อป้องกันมะเร็งของทางเดินอาหารดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

           ดังนั้นสำหรับการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เราสามารถใช้อาหารที่เหมาะสมได้ นอกจากจะต้องกินผักสดผลไม้สดให้มากพอ กินข้าวกล้องทุกมื้อแล้ว ก็สมควรกินต้มยำ อาหารประจำชาติของเราเป็นประจำ

 

ฟื้นสมรรถภาพตับยามเข้าพรรษา

 

           ทุกวันนี้เป็นยุคของการรณรงค์เลิกเหล้า ถึงกับมีข้อเรียกร้องให้ “เลิกเหล้าเข้าพรรษา” นัยว่าคนที่กินเหล้ามาทั้งปี ควรจะต้องให้ตับพักร้อนเสียบ้าง อย่างน้อย 3 เดือนในระยะเข้าพรรษาก็ยังดีกว่าการกินเหล้ากันทั้งปี

หลาย ๆ คนพอเข้าพรรษาก็เลิกเหล้าได้โดยเด็ดขาด แต่พอออกพรรษาก็เมาเหมือนเดิม ที่จริงไหน ๆ ก็ไหน ๆ ไม่ได้กินเหล้ามาตั้งนาน ก็น่าจะถือโอกาสเลิกเหล้าไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้ถนอมตับซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ และมีอยู่อันเดียวให้ทำงานรับใช้เราไปนาน ๆ สุขภาพของคุณก็จะดีขึ้น

           ตับมีหน้าที่หลายประการ 
            ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก เพราะมีเลือดไหลผ่านตับมากถึงนาทีละ 1.4 ลิตร เวลาตับทำงานจะเกิดความร้อน หากตับทำงานมากเราก็จะรู้สึกร้อนมาก นี่อธิบายว่าทำไมเวลาคุณกินเหล้า คุณจึงรู้สึกร้อน เวลากินอาหารมื้อหนัก ๆ ก็ร้อนมากกว่าการกินอาหารมื้อเบา ๆ ซึ่งตรงกับที่แพทย์แผนจีนว่าไว้ว่า ถ้าตับมีปัญหาจะเกิดอาการร้อนใน
ตับของเรามีหน้าที่สำคัญ ๆ มากมาย เช่น ย่อยสลายไขมันที่เรากินเข้าไป ให้แตกตัวแล้วซึมเข้าสู่ร่างกายให้ตัวเราเอาไปใช้ หน้าที่ของตับที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งคือการขับสารพิษออกจากร่างกาย ไม่ว่าคอเลสเตอรอลที่ล้นเกิน สารเคมี หรือ ของเสียอื่นที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตับจะทำหน้าที่ดึงเอาสารพิษเหล่านี้ออกจากกระแสเลือดแล้วขับออกนอกร่างกายทางน้ำดีและไต
แอลกอฮอล์เป็นสารที่ร่างกายไม่พึงประสงค์ ดังนั้นเมื่อเรากินเข้าไปตับจึงต้องทำหน้าที่ดึงเอาเหล้าออกมาจากกระแสเลือด ตามหน้าที่ของมัน 
แต่การดึงเอาสารพิษออกมาจากเลือด สารพิษก็ยังคงเป็นสารพิษมันจะทำลายเนื้อตับให้พังได้ ดังนั้นคนกินเหล้ามาก ๆ จึงไม่พ้นที่จะมีอาการตับแข็ง เพราะแอลกอฮอล์จะไปทำลายเนื้อตับบางส่วนให้เสียไป เนื้อตับส่วนที่เสียจะกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับของคนกินเหล้ามีขนาดเล็กลง และแข็งกว่าเดิม แต่ถ้าหยุดเหล้าได้ทันท่วงที และซ่อมบำรุงตับของเราเสียบ้าง ก็จะสามารถถนอมตับของเราให้ใช้ไปได้นาน ๆ

            อาการเริ่มแรกของตับเสื่อม
              อาการของโรคตับเป็นอาการที่ไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้ส่วนมากชะล่าใจ และยังคงดื่มต่อไป ภัยจากโรคตับนั้นจะมาอย่างเงียบ ๆ เสมอ หลายคนที่พอรู้ตัวก็มักจะสายเกินแก้ เพราะว่าเนื้อตับก็จะเหลือที่ดีอยู่ไม่ถึง 30% 
อาการของโรคตับในระยะแรกมักจะเริ่มต้นด้วยอาการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด คลื่นไส้หลังกินอาหารมัน ๆ น้ำหนักตัวเพิ่ม ส่วนมากจะลงพุง ท้องผูก ร้อนในง่าย ลิ้นเป็นฝ้า เริ่มมีกลิ่นปาก เฉื่อยเนือย ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน หากใครมีอาการเช่นนี้สมควรระวังตัวเอาไว้ และควรเลิกเหล้าได้แล้ว

              อาการของโรคตับที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากเซลล์ตับ
ทำงานได้น้อยเต็มที มีดังนี้คือ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องบวมน้ำ ขาบวม อีดอาดมากขึ้น เหนื่อยง่าย จิตใจสับสน ฝ่ามือมีสีแดงเข้ม มีเลือดออกในกระเพาะลำไส้ ซึ่งจะรักษาได้ยากเต็มที

             การฟื้นสมรรถภาพตับ
               ถึงฤดูกาลเข้าพรรษา น่าจะถือเอาเป็นฤดูกาลของการฟื้นฟูสมรถภาพของตับเสียเลย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนี้

               1. ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ วันละอย่างน้อย 2 แก้ว
ให้เริ่มฟื้นสมรรถภาพตับด้วยการดื่มน้ำคั้นจากผลไม้สด ๆ คั้นเดี๋ยวนั้นดื่มเดี๋ยวนั้น เนื่องจากคนที่กินเหล้าประจำเมื่อเลิกเหล้ามักจะเกิดอาการอ่อนเพลีบ เฉื่อยเนือย น้ำผลไม้สดมีน้ำตาลและวิตามินบี จะเพิ่มพลังงานได้ดี
อาหารที่จำเป็นสำหรับการซ่อมบำรุงตับของเราได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท คุณคงเคยได้ยินมาแล้วว่าหากเป็นโรคตับ ควรกินน้ำหวาน น้ำตาลนั่นแหละคือคาร์โบไฮเดรทที่จำเป็นสำหรับการซ่อมสร้างตับ แต่ในทางธรรมชาติบำบัดไม่สนับสนุนให้กินน้ำตาลหวาน ๆ ในที่นี้ หากใช้น้ำผลไม้คั้นสด ๆ แทนจะดีกว่า
คนติดเหล้าจำนวนหนึ่งไม่ชอบกินข้าวเพราะกินเหล้าก็อิ่ม แอลกอฮอล์เมื่อเข้าสู่ร่างกายส่วนหนึ่งกลายไปเป็นน้ำตาล ทำให้คนกินเหล้าอยู่ได้โดยไม่ต้องกินข้าว พอเลิกเหล้า บางคนก็ยังมีความเคยชินไม่กินข้าวอยู่ ทำให้ร่างกายยิ่งทรุดโทรม อ่อนเพลียไม่มีแรง 
ดังนั้นในระยะนี้จำเป็นที่คนเลิกเหล้าต้องกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเข้าไปด้วย

               2. ต้องกินข้าวกล้อง 
ตับต้องการวิตามินบีหลายตัวและวิตามินอี เข้าไปซ่อมสร้างตัวเอง วิตามินบีเหล่านี้ได้มาจากข้าวกล้อง วิตามินอีอยู่ตรงจมูกข้าว หากจะเลิกเหล้าก็หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาวก็จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องหันมากินวิตามินบี วิตามินอีเป็นเม็ด

               3. ให้ตับพักงานเสียบ้าง
ตับมีหน้าที่หลายอย่าง ถ้าตับถูกแอลกอฮอล์ทำลายมาหลายเดือนแล้วก็ควรให้มันได้พัก ซ่อมแซมตัวเองบ้าง ทีคนยังมีวันพักร้อนเลย วิธีตัดการทำงานของตับลงได้แก่ การงดกินของมัน ๆ งดนม ผลิตภัณฑ์จากนม งดครีมเทียม งดกะทิ ไม่กินของทอด ของผัดเลยได้ยิ่งดี เพราะอย่างน้อยหน้าที่ของตับส่วนที่จะต้องย่อยไขมันจะได้พักงานเสียบ้าง

               4. เร่งการขับสารพิษของตับ
ควรรู้ไว้ว่า แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปยังคงค้างอยู่ในเนื้อตับ ถึงแม้ว่าจะงดเหล้าแล้ว สารพิษจากแอลกอฮอลยังคงค้างอยู่ในร่างกาย หากอยากเร่งการขับสารพิษออกก็ต้องเร่งให้ตับขับแอลกอฮอล์ออกมาให้มากที่สุด จะได้ทำลายเนื้อตับให้น้อยที่สุด วิธีการทำได้คือการสวนด้วยกาแฟ อาศัยคาเฟอีนในกาแฟไปกระตุ้นตับให้ขับสารพิษออกมาจากร่างกาย ดังนั้นใครอยากฟื้นฟูสมรรถภาพตับให้สวนกาแฟด้วยตนเองทุกวันในระยะนี้
สำหรับการสวนกาแฟนั้นคนรู้เรื่องกันมากแล้ว แต่จำเป็นต้องย้ำในที่นี้ว่า แรงดันที่จะใช้ในการสวนกาแฟควรไม่เกิน 90 ซม. ตามข้อกำหนดของกรมแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงจะปลอดภัย หมายความว่า ก้นกระป๋องสวนกับก้นของเราควรอยู่ห่างกันตามแนวดิ่งไม่เกิน 90 ซม.

 

              5. กินสารอาหารเสริมอื่น ๆ ได้แก่ กลูตาไทโอน โสม ขมิ้นชัน เป็นต้น โดยหาจากอาหาร

 

กลูตาไทโอนสามารถหาได้จากพืชผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ กะหล่ำทุกประเภท ผักใบเขียว หากหาอาหารเหล่านี้มากินได้ในระยะนี้จะช่วยฟื้นฟูตับได้มาก 
หันมาตุ๋นโสม หรือกินขมิ้นชัน บำรุงตับในระยะนี้ก็ดี
ทั้งกลูตาไทโอน โสม และขมิ้นชันจะช่วยกระบวนการขับสารพิษของตับให้หมดจดยิ่งขึ้น ในระยะนี้เราต้องการทำความสะอาดตับจากแอลกอฮล์อยู่แล้วจึงควรหาอาหารดังกล่าวมากินเป็นประจำ

              6. ในระยะนี้น่าจะถือโอกาสเช็คสมรรถภาพตับเป็นอย่างไร
ลองตรวจเลือดหาสมรรถภาพของตับดู และทำอัลตร้าซาวด์เพื่อดูว่ามีไขมันพอกตับไหม? ตับเริ่มจะแข็งหรือยัง?
ถ้าตรวจพบว่ามีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแปลว่าควรเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาดได้แล้ว
หากตรวจเลือดพบว่าเอนไซม์ตับเพิ่มมากขึ้น หรือมีวี่แววว่าเริ่มจะมีอาการของตับแข็งแล้ว ให้กินสารสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อไซลิมาริน ซึ่งสะกัดมาจากต้นมิลค์ทริสเทิล แดนดิไลออน อาร์ติโช้ค เป็นต้นร่วมด้วย ภายใน 3 เดือน เอนไซม์ตับก็จะลดลงได้เอง

โยคะรักษาโรค
                                                                                                                                                                                                                                                          

พญ.ลลิตา ธีระสิริ

            วันที่ 21 มิถุนายนคือวันโยคะโลก
โยคะถือเป็นการบริหารกายบริหารจิตอันเป็นที่ยอมรับในสากลแล้ว ทุกวันนี้จึงไม่มีใครในบ้านเราที่ไม่รู้จักโยคะ ด้วยโยคะเป็นศาสตร์แห่งสุขภาพ ในเมื่อกระแสการดูแลสุขภาพด้วยวิธีการทางธรรมชาติขึ้นสูง ใคร ๆ ก็หันมาเอาใจใส่สุขภาพ จึงมีชั้นเรียนสอนโยคะเกิดขึ้นในบ้านเรามากมาย

           โยคะมีที่มาจากอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีอายุกว่า 7,000 ปีแล้ว ท่าโยคะต่าง ๆ ล้วนเป็นท่าที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น เนื่องจากผู้คิดค้นท่าโยคะคือ โยคีผู้แสวงหาทางหลุดพ้น เมื่อโยคีไปบำเพ็ญเพียรในป่าแล้วเกิดปัญหาสุขภาพ บรรดาโยคีก็ตระหนักว่าหากร่างกายไม่สบายแล้ว ย่อมเป็นอุปสรรคของการเจริญภาวนา โยคีปลีกวิเวกอยู่แล้วจึงต้องหาทางช่วยตัวเอง เพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น ท่าโยคะจึงเป็นท่าเลียนแบบธรรมชาติ โยคีสังเกตว่า เวลานกมันป่วยมันทำท่าไหนจึงจะสบายขึ้น งูมันทำท่าไหน ฯลฯ แล้วก็ทำท่าเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ ดังนั้นโยคะก็เลยมีท่ากระต่าย ท่านกยูง ท่างู ท่าเต่า ท่าปลา ท่าต้นไม้ ท่าดอกบัว เป็นต้น คนไทยเรียกโยคีว่าฤาษี เราจึงมีฤาษีดัดตนให้เห็นเป็นหลักฐาน ทำนอง หากโยคีปวดหลังก็จะมีท่าดัดหลัง ปวดไหล่ก็มีท่ายืดไหล่แบบยิงธนู เป็นต้น ใครสนใจสามารถไปดูได้ที่วัดโพธิ์ได้เลย
           ท่าโยคะเกิดจากการคิดค้นของโยคีแต่ละคน ท่าโยคะ หรือที่เรียกว่า “อาสนะ” นั้นจึงมีมากมาย ว่ากันว่ามีมากถึง หนึ่งแสนท่า จะเรียนไปเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ใครจะประดิษฐ์ท่าอย่างไรเอาเองก็ได้อีก ดังนั้นการหัดโยคะจึงง่ายมาก อยากทำท่าไหนก็ทำ หากท่าไหนทำแล้วได้ประโยชน์กับตนเอง ก็เป็นท่าประจำตัวของเราเอง เช่นเดียวกับท่าฤาษีวิศวามิตรก็มีท่าของตนเอง ฤาษีชฎิล ฤาษีอายันญาณ ก็มีท่าเก่งของตนเองอีกต่างหาก นี่อาจจะเพราะแต่ละคนมีปัญหาสุขภาพแตกต่างกันออกไป
อาจารย์ชด หัสบำเรอ กล่าวถึงโยคะว่า : การทำโยคะอาสนะเป็นการทำเพื่อตนเอง มิใช่การแสดงหรือโอ้อวดให้ใครชม การจะทำได้แค่ไหนเพียงไรไม่สำคัญ .... การอวดกันในเรื่องอาสนะพลิกแพลง เท่ากับเป็นการลดฐานะโยคะลงมาเท่ากับกายกรรม

               โยคะมีหลายสำนัก แตกต่างกันไปในรายละเอียด เช่น
               หะฐะโยคะ Hatha Yoga
               คุนดาลินีโยคะ Kundalina Yoga
               มันตระโยคะ Muntra Yoga
               ภักติโยคะ Bhakti Yoga
               ราชะโยคะ Raja Yoga
               กรรมะ โยคะ Karma Yoga
               ชินานะโยคะ Jinana Yoga และ
               ตันตระโยคะ Tantra Yoga เป็นต้น
               หะฐะโยคะจะเน้นที่การไหว้พระอาทิตย์ หรือ สุริยนมัสการ - sun salutation - ตันตระโยคะ นิยมการเต้นรำแบบโยคะ – yoga dance – ทั้งสองสำนักนี้เน้นการทำอาสนะที่กำหนดลมหายใจไปพร้อม ๆ กับการทำท่าต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ส่วน คุนดาลินีโยคะ เน้นการเสริมพลังเป็นต้น

               ในประเทศไทย อาจารย์ชด หัสบำเรอ นำเอาหะฐะโยคะเข้ามาสอนเป็นคนแรกก็ว่าได้ อาจารย์ชดเองมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับฝีคัณฑสูตรซึ่งเป็น ๆ หาย ๆ พอได้ไปฝึกโยคะที่เชิงเขาหิมาลัยฝีคัณฑสูตรกลับหายไปได้เอง อาจารย์ชดจึงนำเอาโยคะเข้ามาเผยแพร่ในบ้านเรา

ทำไมโยคะจึงรักษาโรคได้
การรักษาโรคด้วยโยคะมีคำอธิบายเป็นหลายทฤษฎีคือ
              1. ทฤษฎีตาที่สาม หรือเนตรศิวะ หรือจันทร์แสงทิพย์ โยคีบอกว่าหากฝึกโยคะเป็นประจำ ตาที่สามจะเปิด จะเกิดพลัง และปัญญา ทุกวันนี้เรารู้ว่าตาที่สามนี้เป็นต่อมไร้ท่อเหนือสมองชื่อ ไพเนียล ต่อมไพเนียลมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเมลาโตนินซึ่งเรารู้ว่าจะทำให้เรานอนหลับพักได้ในเวลากลางคืน และทำให้มีอายุยืนยาว กับฮอร์โมนซีราโตนินที่ทำให้เรากระปรี้กระเปร่าในยามกลางวัน การฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ฮอร์โมนสองตัวนี้อยู่ในสมดุล ทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความผ่อนคลาย สงบ และเกิดสภาวะของความมีสุขภาพดี
              2. ทฤษฎีพลังปราณ คือ พลังแห่งชีวิต ปกติสิ่งมีชีวิตทุกประเภทไม่ว่าพืชหรือสัตว์จะมีพลังงานเปล่งออกมาโดยรอบ บางครั้งเราก็เรียกพลังนี้ว่าออร่า พลังงานเคอร์เลี่ยน หรือพลังชี่ตามแบบจีน หากใครมีสุขภาพดีพลังแห่งชีวิตก็จะสวยงาม หากใครป่วยพลังนี้ก็จะลดลง การฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้พลังงานรอบตัวมีความเปล่งปลั่งสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า สุขภาพโดยรวมก็จะดีขึ้นด้วย
              3. ทฤษฎีของจักระ จักระคือจุดตัดของลมปราณที่เคลื่อนขึ้นลงในร่างกาย มี 7 ตำแหน่ง ทุกจักระตรงกับต่อมไร้ท่อ ได้แก่ จักระที่กระหม่อมตรงกับต่อมไพเนียล ที่หน้าผากตรงกบต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง ระดับคอตรงกับต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์ ตรงกลางหน้าอกตรงกับต่อมไทมัส ช่องท้องด้านบนตรงกับต่อมผลิตอินซูลินในตับอ่อน และต่อมหมวกไต ช่องท้องส่วนล่างตรงกับรังไข่และอัณฑะ จักระล่างสุดตรงกับเบอร์ซ่าซึ่งมีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับภูมิต้านทาน
ต่อมไร้ท่อทำงานอยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย หากเรามีฮอร์โมนต่าง ๆ อยู่ในระดับสมดุล เราก็จะไม่เจ็บไม่ป่วย ท่าของโยคะมีหลายท่าที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อเหล่านี้ เช่น ท่ายืนไหล่มีผลต่อการทำงานของไทรอยด์ ท่าบิดตัวกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน เป็นต้น ผู้ใดที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะไม่มีวันอ้วนเลย เนื่องจากฮอร์โมนต่าง ๆ อยู่ในสมดุลเสมอ
              4. ทฤษฎีของพลังจักรวาล โยคีพูดถึงพลังจักรวาลมานานแล้วจนมีคำกล่าวว่า “หากเข้าถึงโยคะก็จะเข้าถึงพลังแห่งจักรวาล” การไหว้พระอาทิตย์ก็คือ การรับเอาพลังจากสุริยเทพมาเพิ่มให้กับตัวเรา เพื่อเสริมความแข็งแรง นอกจากนี้ ในเรื่องนี้มีผู้รู้อธิบายว่า โยคะจะรักษาสมดุลของจิต ทำให้สงบ เกิดปัญญา การฝึกโยคะจะสามารถรับพลังจากจักรวาลมาเสริมให้เกิดปัญญาและการสร้างสรรค์ การกระทำของเราก็จะมีพลังและจะประสบแต่ความสำเร็จ
              5. ทฤษฎีการยืดกล้ามเนื้อ ปกติกล้ามเนื้อของเราทำงานด้วยการหดตัว เมื่อเลิกทำงานแล้วกล้ามเนื้อจะต้องคลายตัวออก การฝึกโยคะอาสนะทุกท่าเป็นการยืดกล้ามเนื้อทั้งสิ้น จึงทำให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่นสูง ไม่ปวดเมื่อยร่างกายง่าย ๆ ไม่นั่งโอยลุกโอย ทำให้มีบุคคลิกดี เสมอ

 

การฝึกโยคะ
               มีหลักการฝึกที่แน่นอน ได้แก่ ท่าทุกท่าจะกำกับด้วยลมหายใจเสมอ เป็นการคืนความสมดุลให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะในระหว่างวันเรานั่งเฉย ๆ แต่จิตใจคิดฟุ้งซ่าน แต่โยคะเป็นการกระทำที่กลับกัน คือ มีการเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่จิตจับอยู่กับลมหายใจทำให้จิตสงบ มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเกิดผลต่อสุขภาพ
การฝึกควรเป็นแบบสบาย ๆ ให้เวลากับตัวเอง ไม่ต้องเร่งรีบไปไหนจึงจะได้ผลต่อสุขภาพ
ควรฝึกโยคะในร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี อุณหภูมิห้องควรต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย แต่ก็ไม่ควรเย็นจนเกินไป เพื่อที่ร่างกายจะได้ระบายเอาความร้อนที่เกิดจากการฝึกออกไปได้ จึงจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

              ใครอยากฝึกโยคะ ก็สามารถฝึกได้ทั้งนั้น อายุไม่ใช่ขีดจำกัด แต่ถ้าสูงวัยแล้วควรมีครูฝึกที่ชำนาญคอยให้คำแนะนำ เพราะจะได้ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บในระหว่างฝึก
ที่สำคัญ “อาสนะ” แปลว่าทำท่านี้แล้วสบาย การฝึกโยคะจึงไม่ควรเป็นอะไรที่ทรมานตัวเอง หากทำท่าไหนแล้วเจ็บแปลว่า ท่านั้นไม่ใช่ท่าของเรา

อาหารบำบัดโรคข้อ

 

                ทุกวันนี้ อายุเฉลี่ยของคนเราเพิ่มมากขึ้น สำหรับคนไทย ผู้ชายมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 72 ปี  ผู้หญิงอยู่ที่ 77 ปี  ถ้าเราอายุมากขึ้น และไม่เคยดูแลกระดูกและข้อต่อเลย  การเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะติดขัด  ยกขาที นั่งทีแสนลำบาก  จะนั่งก็โอย  ลุกทีก็โอย 

                ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคข้อยังไม่ดีนัก  ใครที่หวังพึ่งแต่ยาแก้ปวด  แก้อักเสบ  อาการโรคข้อก็มีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ และถึงจะลงทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ  ใส่ข้อเทียม  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ก็ไม่สามารถทดแทนการทำงานของข้อเดิม 100%  ก็จะไม่ถูกใจตัวคุณเองอยู่ดี

                วิธีเอาชนะสารพัดโรคข้ออย่างได้ผล  ก็คือดูแลและรักษาตัวเองแบบองค์รวมใช้ธรรมชาติบำบัด ปรับอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรม  คลายเครียด  ใช้วิตามินอาหารเสริม  สมุนไพรร่วมด้วย 

 

การปรับอาหารต้องมีความเข้าใจดังนี้               

อาหารกับโรคข้อ    อาหารสำหรับโรคข้อ ต้องมีทั้งความถูกต้องและเหมาะสม  ถูกต้องก็คือผู้ป่วยโรคข้อควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน น้ำหนักตัวควรอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ไม่ควรผอมหรืออ้วนเกินไป  อาหารในชีวิตประจำวันควรมีความสมดุลในตัวของมันเอง

               

 

อาหารควรกิน

อาหารควรระวัง

อาหารควรงด

ผักสด  ผลไม้สด

ข้าวกล้อง

อาหารไขมันต่ำ

ปลา

มันฮ่อ (walnut)

อาหารไขมันสูง  อาหารทอด

น้ำตาล  ขนมหวาน

เนื้อวัว  หมู  ไก่

ผงชูรส

อาหารสำเร็จรูป

อาหารขยะ (ปนเปื้อน)

 

 

ซุปเปอร์ฟู้ดสำหรับโรคข้อ  อาหารลดอาการปวดและอักเสบของข้อ ได้แก่ ปลา  สับปะรด  มะละกอ  แอปเปิล  ขิงสด  ชาเขียว  ถั่วเหลือง  และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

หลายคนที่เป็นโรคข้อ  สังเกตว่ากินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปแล้ว  อาการจะกำเริบ เช่น กินหน่อไม้ไม่ได้จะปวดข้อ  กินข้าวเหนียวก็ปวดข้อ  กินแอลกอฮอล์ยิ่งไม่ได้เลย  ดังนั้นเราสามารถสังเกตตนเองว่ากินอะไรไม่ได้บ้าง และเราก็งดอาหารนั้น ๆ เสีย

               

อาหารลดน้ำหนัก   ใครก็ตามมีน้ำหนักมากเกินไป ข้อจะรับน้ำหนักไม่ไหว  ยิ่งมีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวที่มากเกินไปก็จะทำให้เข่า และข้อเท้าสึกหรอ และเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว  หากอยากจะหายจากโรคข้ออย่างถาวรก็ต้องดึงน้ำหนักลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ของดัชนีมวลกาย 

หลักการลดน้ำหนักมีอยู่ 2 ประการ ก็คือ  การกินน้อย และการเร่งเผาผลาญให้มาก  มีแต่อดอาหาร หรือกินน้อย ประกอบกับการรีดเอาไขมันออกด้วยการออกกำลังกายเท่านั้น จึงทำให้หายอ้วนได้

 

จาก หนังสือโรคข้อ รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด  โดย พญ.ลลิตา  ธีระสิริ

ข่าวสารสุขภาพ



Facebook

TripAdvisor