กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

โยคะรักษาโรค
                                                                                                                                                                                                                                                          

พญ.ลลิตา ธีระสิริ

            วันที่ 21 มิถุนายนคือวันโยคะโลก
โยคะถือเป็นการบริหารกายบริหารจิตอันเป็นที่ยอมรับในสากลแล้ว ทุกวันนี้จึงไม่มีใครในบ้านเราที่ไม่รู้จักโยคะ ด้วยโยคะเป็นศาสตร์แห่งสุขภาพ ในเมื่อกระแสการดูแลสุขภาพด้วยวิธีการทางธรรมชาติขึ้นสูง ใคร ๆ ก็หันมาเอาใจใส่สุขภาพ จึงมีชั้นเรียนสอนโยคะเกิดขึ้นในบ้านเรามากมาย

           โยคะมีที่มาจากอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีอายุกว่า 7,000 ปีแล้ว ท่าโยคะต่าง ๆ ล้วนเป็นท่าที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น เนื่องจากผู้คิดค้นท่าโยคะคือ โยคีผู้แสวงหาทางหลุดพ้น เมื่อโยคีไปบำเพ็ญเพียรในป่าแล้วเกิดปัญหาสุขภาพ บรรดาโยคีก็ตระหนักว่าหากร่างกายไม่สบายแล้ว ย่อมเป็นอุปสรรคของการเจริญภาวนา โยคีปลีกวิเวกอยู่แล้วจึงต้องหาทางช่วยตัวเอง เพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น ท่าโยคะจึงเป็นท่าเลียนแบบธรรมชาติ โยคีสังเกตว่า เวลานกมันป่วยมันทำท่าไหนจึงจะสบายขึ้น งูมันทำท่าไหน ฯลฯ แล้วก็ทำท่าเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ ดังนั้นโยคะก็เลยมีท่ากระต่าย ท่านกยูง ท่างู ท่าเต่า ท่าปลา ท่าต้นไม้ ท่าดอกบัว เป็นต้น คนไทยเรียกโยคีว่าฤาษี เราจึงมีฤาษีดัดตนให้เห็นเป็นหลักฐาน ทำนอง หากโยคีปวดหลังก็จะมีท่าดัดหลัง ปวดไหล่ก็มีท่ายืดไหล่แบบยิงธนู เป็นต้น ใครสนใจสามารถไปดูได้ที่วัดโพธิ์ได้เลย
           ท่าโยคะเกิดจากการคิดค้นของโยคีแต่ละคน ท่าโยคะ หรือที่เรียกว่า “อาสนะ” นั้นจึงมีมากมาย ว่ากันว่ามีมากถึง หนึ่งแสนท่า จะเรียนไปเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ใครจะประดิษฐ์ท่าอย่างไรเอาเองก็ได้อีก ดังนั้นการหัดโยคะจึงง่ายมาก อยากทำท่าไหนก็ทำ หากท่าไหนทำแล้วได้ประโยชน์กับตนเอง ก็เป็นท่าประจำตัวของเราเอง เช่นเดียวกับท่าฤาษีวิศวามิตรก็มีท่าของตนเอง ฤาษีชฎิล ฤาษีอายันญาณ ก็มีท่าเก่งของตนเองอีกต่างหาก นี่อาจจะเพราะแต่ละคนมีปัญหาสุขภาพแตกต่างกันออกไป
อาจารย์ชด หัสบำเรอ กล่าวถึงโยคะว่า : การทำโยคะอาสนะเป็นการทำเพื่อตนเอง มิใช่การแสดงหรือโอ้อวดให้ใครชม การจะทำได้แค่ไหนเพียงไรไม่สำคัญ .... การอวดกันในเรื่องอาสนะพลิกแพลง เท่ากับเป็นการลดฐานะโยคะลงมาเท่ากับกายกรรม

               โยคะมีหลายสำนัก แตกต่างกันไปในรายละเอียด เช่น
               หะฐะโยคะ Hatha Yoga
               คุนดาลินีโยคะ Kundalina Yoga
               มันตระโยคะ Muntra Yoga
               ภักติโยคะ Bhakti Yoga
               ราชะโยคะ Raja Yoga
               กรรมะ โยคะ Karma Yoga
               ชินานะโยคะ Jinana Yoga และ
               ตันตระโยคะ Tantra Yoga เป็นต้น
               หะฐะโยคะจะเน้นที่การไหว้พระอาทิตย์ หรือ สุริยนมัสการ - sun salutation - ตันตระโยคะ นิยมการเต้นรำแบบโยคะ – yoga dance – ทั้งสองสำนักนี้เน้นการทำอาสนะที่กำหนดลมหายใจไปพร้อม ๆ กับการทำท่าต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ส่วน คุนดาลินีโยคะ เน้นการเสริมพลังเป็นต้น

               ในประเทศไทย อาจารย์ชด หัสบำเรอ นำเอาหะฐะโยคะเข้ามาสอนเป็นคนแรกก็ว่าได้ อาจารย์ชดเองมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับฝีคัณฑสูตรซึ่งเป็น ๆ หาย ๆ พอได้ไปฝึกโยคะที่เชิงเขาหิมาลัยฝีคัณฑสูตรกลับหายไปได้เอง อาจารย์ชดจึงนำเอาโยคะเข้ามาเผยแพร่ในบ้านเรา

ทำไมโยคะจึงรักษาโรคได้
การรักษาโรคด้วยโยคะมีคำอธิบายเป็นหลายทฤษฎีคือ
              1. ทฤษฎีตาที่สาม หรือเนตรศิวะ หรือจันทร์แสงทิพย์ โยคีบอกว่าหากฝึกโยคะเป็นประจำ ตาที่สามจะเปิด จะเกิดพลัง และปัญญา ทุกวันนี้เรารู้ว่าตาที่สามนี้เป็นต่อมไร้ท่อเหนือสมองชื่อ ไพเนียล ต่อมไพเนียลมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเมลาโตนินซึ่งเรารู้ว่าจะทำให้เรานอนหลับพักได้ในเวลากลางคืน และทำให้มีอายุยืนยาว กับฮอร์โมนซีราโตนินที่ทำให้เรากระปรี้กระเปร่าในยามกลางวัน การฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ฮอร์โมนสองตัวนี้อยู่ในสมดุล ทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความผ่อนคลาย สงบ และเกิดสภาวะของความมีสุขภาพดี
              2. ทฤษฎีพลังปราณ คือ พลังแห่งชีวิต ปกติสิ่งมีชีวิตทุกประเภทไม่ว่าพืชหรือสัตว์จะมีพลังงานเปล่งออกมาโดยรอบ บางครั้งเราก็เรียกพลังนี้ว่าออร่า พลังงานเคอร์เลี่ยน หรือพลังชี่ตามแบบจีน หากใครมีสุขภาพดีพลังแห่งชีวิตก็จะสวยงาม หากใครป่วยพลังนี้ก็จะลดลง การฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้พลังงานรอบตัวมีความเปล่งปลั่งสมบูรณ์ นั่นหมายความว่า สุขภาพโดยรวมก็จะดีขึ้นด้วย
              3. ทฤษฎีของจักระ จักระคือจุดตัดของลมปราณที่เคลื่อนขึ้นลงในร่างกาย มี 7 ตำแหน่ง ทุกจักระตรงกับต่อมไร้ท่อ ได้แก่ จักระที่กระหม่อมตรงกับต่อมไพเนียล ที่หน้าผากตรงกบต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง ระดับคอตรงกับต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์ ตรงกลางหน้าอกตรงกับต่อมไทมัส ช่องท้องด้านบนตรงกับต่อมผลิตอินซูลินในตับอ่อน และต่อมหมวกไต ช่องท้องส่วนล่างตรงกับรังไข่และอัณฑะ จักระล่างสุดตรงกับเบอร์ซ่าซึ่งมีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับภูมิต้านทาน
ต่อมไร้ท่อทำงานอยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย หากเรามีฮอร์โมนต่าง ๆ อยู่ในระดับสมดุล เราก็จะไม่เจ็บไม่ป่วย ท่าของโยคะมีหลายท่าที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อเหล่านี้ เช่น ท่ายืนไหล่มีผลต่อการทำงานของไทรอยด์ ท่าบิดตัวกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน เป็นต้น ผู้ใดที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะไม่มีวันอ้วนเลย เนื่องจากฮอร์โมนต่าง ๆ อยู่ในสมดุลเสมอ
              4. ทฤษฎีของพลังจักรวาล โยคีพูดถึงพลังจักรวาลมานานแล้วจนมีคำกล่าวว่า “หากเข้าถึงโยคะก็จะเข้าถึงพลังแห่งจักรวาล” การไหว้พระอาทิตย์ก็คือ การรับเอาพลังจากสุริยเทพมาเพิ่มให้กับตัวเรา เพื่อเสริมความแข็งแรง นอกจากนี้ ในเรื่องนี้มีผู้รู้อธิบายว่า โยคะจะรักษาสมดุลของจิต ทำให้สงบ เกิดปัญญา การฝึกโยคะจะสามารถรับพลังจากจักรวาลมาเสริมให้เกิดปัญญาและการสร้างสรรค์ การกระทำของเราก็จะมีพลังและจะประสบแต่ความสำเร็จ
              5. ทฤษฎีการยืดกล้ามเนื้อ ปกติกล้ามเนื้อของเราทำงานด้วยการหดตัว เมื่อเลิกทำงานแล้วกล้ามเนื้อจะต้องคลายตัวออก การฝึกโยคะอาสนะทุกท่าเป็นการยืดกล้ามเนื้อทั้งสิ้น จึงทำให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่นสูง ไม่ปวดเมื่อยร่างกายง่าย ๆ ไม่นั่งโอยลุกโอย ทำให้มีบุคคลิกดี เสมอ

 

การฝึกโยคะ
               มีหลักการฝึกที่แน่นอน ได้แก่ ท่าทุกท่าจะกำกับด้วยลมหายใจเสมอ เป็นการคืนความสมดุลให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะในระหว่างวันเรานั่งเฉย ๆ แต่จิตใจคิดฟุ้งซ่าน แต่โยคะเป็นการกระทำที่กลับกัน คือ มีการเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่จิตจับอยู่กับลมหายใจทำให้จิตสงบ มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเกิดผลต่อสุขภาพ
การฝึกควรเป็นแบบสบาย ๆ ให้เวลากับตัวเอง ไม่ต้องเร่งรีบไปไหนจึงจะได้ผลต่อสุขภาพ
ควรฝึกโยคะในร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี อุณหภูมิห้องควรต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย แต่ก็ไม่ควรเย็นจนเกินไป เพื่อที่ร่างกายจะได้ระบายเอาความร้อนที่เกิดจากการฝึกออกไปได้ จึงจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

              ใครอยากฝึกโยคะ ก็สามารถฝึกได้ทั้งนั้น อายุไม่ใช่ขีดจำกัด แต่ถ้าสูงวัยแล้วควรมีครูฝึกที่ชำนาญคอยให้คำแนะนำ เพราะจะได้ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บในระหว่างฝึก
ที่สำคัญ “อาสนะ” แปลว่าทำท่านี้แล้วสบาย การฝึกโยคะจึงไม่ควรเป็นอะไรที่ทรมานตัวเอง หากทำท่าไหนแล้วเจ็บแปลว่า ท่านั้นไม่ใช่ท่าของเรา

อาหารบำบัดโรคข้อ

 

                ทุกวันนี้ อายุเฉลี่ยของคนเราเพิ่มมากขึ้น สำหรับคนไทย ผู้ชายมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 72 ปี  ผู้หญิงอยู่ที่ 77 ปี  ถ้าเราอายุมากขึ้น และไม่เคยดูแลกระดูกและข้อต่อเลย  การเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะติดขัด  ยกขาที นั่งทีแสนลำบาก  จะนั่งก็โอย  ลุกทีก็โอย 

                ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคข้อยังไม่ดีนัก  ใครที่หวังพึ่งแต่ยาแก้ปวด  แก้อักเสบ  อาการโรคข้อก็มีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ และถึงจะลงทุนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ  ใส่ข้อเทียม  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ก็ไม่สามารถทดแทนการทำงานของข้อเดิม 100%  ก็จะไม่ถูกใจตัวคุณเองอยู่ดี

                วิธีเอาชนะสารพัดโรคข้ออย่างได้ผล  ก็คือดูแลและรักษาตัวเองแบบองค์รวมใช้ธรรมชาติบำบัด ปรับอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรม  คลายเครียด  ใช้วิตามินอาหารเสริม  สมุนไพรร่วมด้วย 

 

การปรับอาหารต้องมีความเข้าใจดังนี้               

อาหารกับโรคข้อ    อาหารสำหรับโรคข้อ ต้องมีทั้งความถูกต้องและเหมาะสม  ถูกต้องก็คือผู้ป่วยโรคข้อควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน น้ำหนักตัวควรอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ไม่ควรผอมหรืออ้วนเกินไป  อาหารในชีวิตประจำวันควรมีความสมดุลในตัวของมันเอง

               

 

อาหารควรกิน

อาหารควรระวัง

อาหารควรงด

ผักสด  ผลไม้สด

ข้าวกล้อง

อาหารไขมันต่ำ

ปลา

มันฮ่อ (walnut)

อาหารไขมันสูง  อาหารทอด

น้ำตาล  ขนมหวาน

เนื้อวัว  หมู  ไก่

ผงชูรส

อาหารสำเร็จรูป

อาหารขยะ (ปนเปื้อน)

 

 

ซุปเปอร์ฟู้ดสำหรับโรคข้อ  อาหารลดอาการปวดและอักเสบของข้อ ได้แก่ ปลา  สับปะรด  มะละกอ  แอปเปิล  ขิงสด  ชาเขียว  ถั่วเหลือง  และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

หลายคนที่เป็นโรคข้อ  สังเกตว่ากินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปแล้ว  อาการจะกำเริบ เช่น กินหน่อไม้ไม่ได้จะปวดข้อ  กินข้าวเหนียวก็ปวดข้อ  กินแอลกอฮอล์ยิ่งไม่ได้เลย  ดังนั้นเราสามารถสังเกตตนเองว่ากินอะไรไม่ได้บ้าง และเราก็งดอาหารนั้น ๆ เสีย

               

อาหารลดน้ำหนัก   ใครก็ตามมีน้ำหนักมากเกินไป ข้อจะรับน้ำหนักไม่ไหว  ยิ่งมีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวที่มากเกินไปก็จะทำให้เข่า และข้อเท้าสึกหรอ และเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว  หากอยากจะหายจากโรคข้ออย่างถาวรก็ต้องดึงน้ำหนักลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ของดัชนีมวลกาย 

หลักการลดน้ำหนักมีอยู่ 2 ประการ ก็คือ  การกินน้อย และการเร่งเผาผลาญให้มาก  มีแต่อดอาหาร หรือกินน้อย ประกอบกับการรีดเอาไขมันออกด้วยการออกกำลังกายเท่านั้น จึงทำให้หายอ้วนได้

 

จาก หนังสือโรคข้อ รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด  โดย พญ.ลลิตา  ธีระสิริ

บำบัดผื่นคันด้วยตนเอง

                อากาศร้อน อากาศแห้ง คนเรามักมีผื่นคัน บางคนบอกว่าเหงื่อออก ฝุ่นมาก ทำให้มีผื่น แต่ที่แท้ผื่นคันที่ผิวหนังไม่ได้เกิดจากอากาศเป็นสาเหตุทั้งหมด    แต่เกิดจากหลายสาเหตุคือ  ผื่นแพ้  ความเครียดทั้งทางกายและใจ  รวมทั้งการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่าง ๆ

 

 

สารระคายผิว

                สารระคายผิวในชีวิตประจำวันที่พบบ่อยได้แก่ ผงซักฟอก รวมทั้งน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาเช็ดพื้นเกือบทุกประเภท

                ดังนั้นหากคุณเกิดผื่นคันที่ผิวหนัง  โดยเฉพาะที่มือและเท้า  ลองพิจารณาดูว่าเกิดหลังจากคุณเปลี่ยนยี่ห้อผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ฯลฯ หรือไม่  หรือหากไม่ได้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้นั้นได้เติมสารพิเศษลงไปอีกเช่นสีสะท้อนแสงเพื่อให้ผ้าดูใหม่เสมอ หรือน้ำยาทำความสะอาดเพิ่มสารที่ทำให้เกิดความแวววาวใช่หรือไม่

 

                หากใช่ คุณก็จะต้องหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ  หาอะไรอื่นที่ระคายเคืองน้อยกว่า  มีการเติมโน่นเติมนี่ลงไปในน้ำยาน้อยกว่า

                ยังมีวัสดุหรือสารบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอาการผื่นคันที่ผิวหนังเพราะแพ้อีกเช่น ยาง โลหะประเภทนิกเกิล(จากเครื่องประดับ) น้ำหอม  เครื่องสำอาง พืชหรือยาบางชนิดทั้งยากินยาทา

                อาการแพ้วัสดุและสารข้างต้นมักจะมีประวัติเหมือน ๆ กันคือ ตอนใช้ในครั้งแรกไม่มีอาการ แต่พอใช้นาน ๆ ไปถึงจะเกิดอาการของผื่นคัน  ลองสังเกตดี ๆ เช่นอาการแพ้โลหะหรือวัสดุของเครื่องประดับมักจะเกิดบริเวณที่สัมผัสนั้นโดยตรง เช่นตรงตำแหน่งของจี้ ของกำไล หรือก้านตุ้มหู หรือบริเวณที่ใส่น้ำหอมเท่านั้น

                หากมีอาการเช่นนี้คุณต้องเลี่ยงสิ่งที่ก่ออาการแพ้ตลอดไปจึงจะหายขาด

อาการผื่นแพ้จากจิตประสาท

                อาการผื่นคันชนิดนี้มักจะเกิดเพราะมีสาเหตุทางจิตใจ เช่นเครียด กังวล  ผื่นมักจะเกิดจากการเกา ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งคันยิ่งเกา ทำให้ผื่นกำเริบกลายเป็นผื่นที่เรื้อรัง  ส่วนมากพบผื่นบริเวณ ข้อมือ ข้อเท้า  แขนขาด้านนอก(ตรงที่เกาถนัด)

 

 

               ผื่นชนิดนี้อาจจะพอหาสาเหตุเริ่มต้นได้เช่น ผิวแห้ง  ผื่นแพ้  การสัมผัสสารระคายเคือง บางครั้งก็เป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไม่ดี เช่นมีเส้นเลือดขอด หรือขาบวมมาก่อน ทำให้สารพิษคั่งอยู่ที่ผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน แล้วการเกาทำให้ผื่นเรื้อรังยิ่งขึ้น

ผื่นคันในผู้สูงอายุ              

บางครั้งผู้สูงอายุก็มีผื่นคันได้ง่าย เพราะผิวคนมีอายุบางตัวลงและระคายเคืองง่ายกว่า  ประกอบกับเมื่อเกิดผื่นแล้วก็หายยากกว่าคนหนุ่มสาว  แค่อากาศร้อน เหงื่อออกมากหน่อย ก็เกิดอาการระคายเคืองแล้ว

ธรรมชาติบำบัดรักษาผื่นคัน

เมื่อเกิดผื่นคันไม่ว่าจากสาเหตุใด ให้เอาสาเหตุของอาการแพ้ออกก่อนเช่น หยุดใช้ผงซักฟอกนั้น ๆ   และธรรมชาติบำบัดมีวิธีแก้ดังนี้

              1.วิธีบรรเทาอาการคัน เพื่อไม่ให้เกาและทำให้ผื่นกำเริบทำได้ดังนี้คือ  อาจจะใช้ยาประเภทยาหม่องทาบรรเทาอาการคัน หากเป็นผื่นแห้ง และเป็นไม่มาก   นอกจากนี้เราสามารถใช้วิธีโบราณกล่าวคือ

               - ให้เอาใบพลู 5-6 ใบมาตำแล้วผสมเหล้าขาวทาบริเวณผื่นคัน วิธีนี้เหมาะสำหรับผื่นคันที่เกิดเป็นบางที่

               - ให้เอาขมิ้นชันทาผื่นวันละครั้ง วิธีทำนั้นง่ายมาก เพียงแต่ตัดหัวขมิ้นให้เปิดออกแล้วใช้ทาผื่นได้เลย  แต่ถ้าผื่นคุณมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มแล้วไม่ควรใช้วิธีนี้  และควรเอาขมิ้นสดมาแช่ตู้เย็นค้างไว้ เพื่อทำให้หมดยางตามธรรมชาติเสียก่อน

               - ใช้น้ำสมุนไพร ทาหรือประคบบริเวณผื่นคัน  สมุนไพรที่ใช้ได้แก่ คาโมมายล์  ทีทรี ลาเวนเดอร์ เป็นต้น

              โดยเตรียมน้ำชาด้วยการต้มคาโมมายล์ แก่ ๆ(หาซื้อได้ที่โครงการหลวง) แล้วผสมลงในน้ำผสมผงฟู(โซเดียมไบคาร์บอเนต) โดยใช้น้ำ 2 ลิตรต่อผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ  ใช้ทาผื่นหรือเอาผ้าก๊อซชุบน้ำสมุนไพรแล้วปิดไว้ตรงผื่น วันละ 1-2 ครั้ง

               ส่วน ทีทรีกับลาเวนเดอร์สามารถใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย  โดยใช้ครั้งละ 5-8 หยด ลงในน้ำผสมผงฟู

               - ให้แช่น้ำรำข้าว วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นผื่นคันทั้งตัว  ทำได้ดังนี้คือ  ก่อนอื่นคุณต้องมีอ่างอาบน้ำ  ให้เตรียมน้ำเย็นใส่อ่าง  เอาน้ำแข็งโรยลงไป เอาให้เย็นจัด พอทนได้ สามารถทดสอบดูโดยเอามือจุ่มดู  แล้วลงไปนอนแช่ทั้งตัวเป็นเวลานาน 10-15 นาที  จากนั้นไขน้ำออก  เอาน้ำอุ่นจัด ๆ พอทนได้ใส่อ่างแทน  แล้วเอารำข้าวละเอียดประมาณ 100 กรัมห่อผ้าขาวบาง ขยำเอาแต่น้ำใส่ลงไปในอ่าง  แล้วลงนอนแช่นาน 20 นาที

               วิธีนี้เป็นการใช้สารแพนโทเทนิกในรำข้าวมารักษาอาการคัน  อาการคันจะหายแทบปลิดทิ้ง  แต่ข้อควรระวังคืออย่าให้รำข้าวเล็ดลอดลงไปในน้ำ เพราะเศษของรำข้าวจะทำให้เกิดผดผื่นและทำให้คันยิ่งขึ้น  อาจจะต้องใช้ผ้าขาวบางห่อ 2-3 ชั้นจึงจะดี

               หลักการนี้คือ  ต้องแช่น้ำเย็นจัดก่อน  หลังจากนั้นให้เตรียมน้ำรำอุ่น ซึ่งต้องการเวลานานประมาณ 15 นาทีหลังจากขึ้นมาจากน้ำเย็น  เพราะถึงตอนนั้นโดยปฏิกิริยาของการแช่น้ำเย็นจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังขยายตัวเต็มที่  เมื่อแช่น้ำรำ แพนโทเทนิคในรำข้าวจึงจะส่งผลแก้อาการของผื่นและแก้อาการคัน

               มีคนเทียบแพนโทเทนิกว่ามีผลเช่นเดียวกับแอนติฮีสตามีนเลยทีเดียว

                2. เพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทาน เพื่อให้ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองดีกว่าเดิม  โดยการเปลี่ยนอาหาร เป็นข้าวกล้องทุกมื้อ กินผักสดวันละ 2 จาน กินผลไม้สดวันละ 2 ผล และน้ำผลไม้คั้นสดวันละ 200 ซีซี. เช่นน้ำส้มคั้นสด  เพื่อที่จะได้วิตามินซีเพียงพอในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทาน

 

           มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้

พญ.ลลิตา  ธีระสิริ

                มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในผู้หญิงไทยคือพบได้ 15.6% ของมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด  ว่ากันว่าผู้หญิงในประเทศด้อยพัฒนาจะเป็นมะเร็งปากมดลูกกันมาก  ทุกวันนี้มีวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกหลายวิธี  การตรวจภายในเพื่อตรวจ pap หรือการเอาน้ำในช่องคลอดไปตรวจนั้นเป็นวิธีตรวจหาร่องรอยของโรค จะได้รู้เร็วรักษาเร็วเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด  ซึ่งมีคนหายขาดแล้วมากมาย

              ทุกวันนี้เรามีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกใช้กันแล้ว โดยมีทฤษฏีอยู่ว่า มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งชื่อ human pappilloma virus (HPV)  ไวรัสจะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยน แปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง 

ไวรัส HPVเป็นสายพันธุ์เดียวกับไวรัสหูด  เมื่อเอามาทำวัคซีนเราก็จะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อ HPV แล้วก็จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก  แต่หากต้องการให้วัคซีนได้ผลจะต้องฉีดวัคซีนตัวนี้ตั้งแต่ยังไม่มีเพศสัมพันธุ์ คือฉีดตั้งแต่อายุ 11-26 ปี หากฉีดหลังจากอายุ 35ปีไปแล้วจะไม่ได้ผลแต่อย่างใด

              แล้วคนที่อายุมากกว่าเกินจะฉีดวัคซีนได้ล่ะ จะป้องกันตัวเองจากมะเร็งปากมดลูกที่เป็นกันมากมายอย่างไร

              ที่จริงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกยังมีอีกหลายประการ  นอกจากการติดเชื้อไวรัส HPV แล้ว  ยังมีการสูบบุหรี่ การที่มีลูกหลายคน การมีคู่นอนหลายคน การใช้ยาคุมกำเนิด ภูมิต้านทานอ่อนแอ และมีญาติสายตรง แม่ พี่สาว น้องสาวที่เป็นโรคนี้ – เนื่องจากว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรมด้วย

              หากเรารู้จักเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนี้ เราก็จะตัดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกลงได้  การไม่สูบบุหรี่ การไม่ใช้ยาคุมกำเนิด ปฏิเสธการมีคู่นอนหลายคน การไม่มีลูกหลายคน  เหล่านี้เราเป็นฝ่ายเลือกได้ ก็ลดอัตราเสี่ยงลงไป  ส่วนเรื่องของกรรมพันธุ์นั้นเลี่ยงไม่ได้  ใครก็ตามที่มีประวัติมะเร็งปากมดลูกในครอบครัวจะต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

               ยังมีเรื่องของภูมิต้านทาน  กล่าวแล้วว่าไวรัส HPVเป็นประเภทเดียวกับไวรัสหูด  หากภูมิต้านทานดี สุขอนามัยดี เราก็จะไม่เป็นหูด  ทำนองเดียวกัน หากภูมิต้านทานของเราดี เราก็จะไม่ติดเชื้อ HPV และไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก  ดังนั้นการปรับอาหาร การเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกาย  คลายเครียดเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานจึงป้องกันมะเร็งนี้ได้

                การมีภูมิต้านทานไม่ดีจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายกว่า  เช่น  ในผู้ติดเชื้อ HIV  ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV มากกว่า  ทำให้ผู้ป่วยเอดส์มีอัตราป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าคนธรรมดา  เรายังพบว่าหากผู้ป่วยเอดส์เป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วมะเร็งจะลุกลามได้เร็วกว่าในคนปกติ

                แถมยังมีรายงานว่า ผู้หญิงอ้วนที่กินอาหารไม่สมดุล ผู้หญิงคนไหนที่กินผักและผลไม้น้อย แสดงว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระน้อย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงกว่า

การหันมาหาอาหารในแนวธรรมชาติบำบัด ที่กินข้าวกล้อง ผักสดผลไม้สดวันละ 500 กรัมหรือวันละ 5 ส่วนอาหาร โดยกินผักวันละ 2 จาน ผลไม้วันละ 2 ลูก ดื่มน้ำคั้นผลไม้สดวันละ 200 ซีซี  จะทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น การป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็จะได้ผลนอกจากนี้ ให้กินเนื้อสัตว์แต่พอควร กินไขมันแต่น้อย  งดนมวัว งดอาหารขยะ งดการกินเค็ม งดผงชูรส งดเหล้า บุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนบั่นทอนภูมิต้านทานลง

 

                ผักสดผลไม้สดซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินซี อันมีผลโดยตรงต่อเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิต้านทาน  เบต้าแคโรทีนมีความสำคัญต่อความแข็งแรงของเซลล์ผิวของปากมดลูกจึงต้องกิน มะละกอ ฟักทอง แครอท ผักใบเขียว เป็นประจำ  จะช่วยลดอัตราเสี่ยงลง  ส่วนวิตามินอี จากข้าวกล้องจะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสHPV

                  ใครก็ตามที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งปากมดลูก ยิ่งสมควรให้ความสนใจเรื่องอาหารและกินผักสดผลไม้สดให้ได้วันละ 500 กรัมอย่างจริงจัง



 

 

ข่าวสารสุขภาพ



TripAdvisor