.                    

 

กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

อาหารเพื่อสุขภาพ

ดูแลสุขภาพแม่ พระในบ้าน : พญ.ลลิตา ธีระสิริ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

เดี๋ยวจันทร์ เดี๋ยวจันทร์
อยากให้เสาร์อาทิตย์ยาวนานสัก 250 ชั่วโมง
ใครมีอาการวันจันทร์ซินโดรม เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ตื่นไม่ไหว ซึมเซา เบื่อเซ็ง ฯลฯ
ลองทำแบบนี้ไหม

 

ฟื้นความสดชื่น สดใสในชีวิตประจำวัน


พญ.ลลิตา ธีระสิริ

 

             ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คนทำงานสำนักงานล้วนเครียดกันทุกคน การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทำให้เกิดอาการของออฟฟิศซินโดรมสารพัด ตั้งแต่ ปวดศีรษะ ดวงตาอ่อนล้า ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดสะบัก ปวดเมื่อยเนื้อตัว นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท อ่อนเพลีย ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูก อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะ ความดันทำท่าจะขึ้น หน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นสิว อ้วนขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะบั่นทอนความสดชื่น อ่อนวัยของคนทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน 

การนั่งอยู่กับที่ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมงรวด ออกไปกินข้าวหน่อยหนึ่งแล้วกลับมานั่งอยู่กับที่อีก 4 ชั่วโมง บางคนใช้ชีวิตอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมนานกว่านั้น ประเภทงานยุ่งมากจนต้องกลับไปปลุกปล้ำอยู่หน้าจอจนดึกดื่น... ทั้งหมดนี้ทำให้คนสมัยใหม่ดูโทรม ไร้ชีวิตชีวา ดูแก่ก่อนวัย และแน่นอน...มีปัญหาสุขภาพ

เคล็ดลับง่าย ๆ ของการคืนความสดชื่น สดใสให้กับร่างกาย และจิตใจที่จริงทำง่ายมาก เพียงแต่รู้วิธี 6 อย่า 5 ทำ ดังต่อไปนี้

 

 

 

● ว่าด้วย 6 อย่า

        1. อย่าปฏิเสธวิธีการคลายเครียด โดยคิดว่า อะไร ๆ ตัวเองก็ทนได้
คนเรามีขีดความสามารถที่จะต้านทานกับความเครียดได้มากน้อยต่างกัน แต่ทุกคนล้วนถูกกดดันจากการงาน สังคม และครอบครัว หากยอมรับเสียว่าความเครียดมีส่วนที่จะบั่นทอนสุขภาพของคุณเสีย จะได้หาวิธีรับมือกับมันอย่างฉลาด
        2. อย่านั่งตลอดเวลา ให้เปลี่ยนอิริยาบถเสียบ้าง
สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนไป เกือบทุกคนมีโต๊ะทำงาน จึงมีแนวโน้มที่คนเราจะอยู่เฉย ๆ ติดความสบายและนั่งนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ทำงานน้อยลง การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองติดขัด และเกิดปัญหาสุขภาพ
        3. อย่าเอาแต่ดื่มกาแฟ แก้วแล้วแก้วเล่าเพื่อกระตุ้นตัวเอง
การทำงานซ้ำซากจำเจ การทำงานหนัก และการใช้ชีวิตเปลือง ย่อมทำให้เกิดความอ่อนเพลียเบื่อหน่าย เมื่อยล้า ง่วงเหงา ลุกไม่ขึ้น มึนงง คิดอะไรไม่ออก ที่จริงอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ประท้วงว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง การพักผ่อนให้เพียงพอ การเปลี่ยนบรรยากาศทำอะไรที่แปลกใหม่ออกไป บ่อยครั้งจะช่วยแก้อาการนี้ได้ แต่ทุกวันนี้เรากลับใช้คาเฟอีนมาเฆี่ยนตัวเองให้ฝืนลากสังขารทำงานต่อไป ความเครียดจึงเพิ่มมากขึ้นจนเกิดปัญหาสุขภาพ
          4. อย่าคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่
นิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดตีบลง การไหลเวียนของเลือดจะติดขัด คนติดบุหรี่จะใช้บุหรี่คลายเครียด แต่หารู้ไม่ว่าการที่เลือดไปเลี้ยงสมองซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของร่

างกายและจิตใจน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งแย่ลงไปอีก หลังจากสูบบุหรี่แล้ว ความเครียดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ก็เลยต้องอาศัยบุหรี่มวนต่อมวนมาแก้เครียด ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่สู้เลิกสูบบุหรี่ไม่ดีกว่าหรือ
         5. อย่าคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องงาน อย่าหลอกตัวเองว่าฉันมีชีวิตอยู่ได้เพื่องาน
มีคนไม่น้อยที่คิดวนเวียนอยู่กับงานของตน ที่จริงงานน่ะทำเท่าไรก็ไม่หมดหรอก สู้เดินสายกลางทำงานแต่พอควร ให้เวลากับตัวเองทำอย่างอื่นนอกจากงานเสียบ้าง หลังจากเปลี่ยนความสนใจไปสักระยะ จะยิ่งทำให้พลังในการทำงานเพิ่มมากขึ้น และเชื่อเถอะว่าประสิทธิภาพของงานก็จะดีขึ้นเอง
         6. อย่ากินอาหารขยะ
หลายคนทำงาน ทำงาน และทำงานจนไม่สนใจเรื่องของอาหารการกิน จึงคว้าอะไรก็ได้ลงท้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารขยะ มีแต่แป้งขัดขาว ผงชูรสและสารเคมีที่อยู่ในรูปของรส กลิ่นสังเคราะห์ สารกันบูด และกันเชื้อรา โดยไม่ทันคิดว่าสมองต้องการอาหารที่มีคุณค่าสูงกว่านี้ สมองต้องการวิตามินบีหลาย ๆ ตัวเพื่อจะทำงานได้คล่องตัว จะได้ไม่เครียด

 

● ว่าด้วย 5 ทำ

          1. สร้างบรรยากาศของสีเขียวในที่ทำงาน โดยใช้ไม้กระถาง ไม้ประดับวางไว้ในห้อง เพื่อดึงเอาธรรมชาติมาช่วยปลอบประโลมตัวเราเอง อีกอย่างหนึ่งต้นไม้จะเพิ่มออกซิเจนให้กับห้อง ในขณะเดียวกันต้นไม้ในร่มทุกประเภทจะช่วยกำจัดสารพิษหรือสารอันตรายต่อสุขภาพในห้องลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
ลองใช้ไม้ประเภทพลูด่าง จั๋ง หมากผู้หมากเมีย หมากเขียว ซานาดู ยางอินเดีย ฯ มาวางในห้องทำงาน
          2. ปฏิบัติการคลายเครียดเป็นระยะ เช่น

              - ปิดตา ฟุบนอนลงกับโต๊ะสัก 5 นาที

              - นวดศีรษะ ซึ่งทำเองได้โดยใช้นิ้วมือขยี้หนังศีรษะแบบเดียวกับสระผม แล้วกำเส้นผมดึงขึ้นมาให้ตึงเล็กน้อย จากนั้นเปลี่ยนที่ ทำให้ทั่วทั้งศีรษะ วิธีนี้กล้ามเนื้อหนังศีรษะจะคลายตัวลง

              - นวดขมับ โดยเอานิ้วหัวแม่มือคลึงบริเวณขมับทั้งสองข้าง

              - ฟังเพลงคลายเครียด

              - ใช้กลิ่นหอมคลายเครียดจะจุดตะเกียงน้ำมันหอม เทียนหอม ฯลฯ กลิ่นมีประสิทธิภาพมากในการคลายเครียด กลิ่นที่คลายเครียดได้เช่น ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ หรือกลิ่นอะไรก็ได้ที่ชอบ บางครั้งดอกไม้หอมเช่น จำปี มะลิ พุดหลวง ก็ช่วยได้
          3. คืนความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ทุกวันนี้ร่างกายของเราอยู่นิ่ง ๆ แต่จิตใจของเราคิดโน่นนี่ว้าวุ่น หากจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องทำอะไรที่กลับกัน กล่าวคือ ต้องเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่จิตสงบ การออกกำลังกายแบบตะวันออก จะแก้ปัญหานี้ได้ดี การฝึกชี่กง โยคะ ซึ่งประสานการเคลื่อนไหวเข้ากับการกำหนดลมหายใจ ทำให้ร่างกายได้ขยับในขณะที่จิตใจสงบลง หากทำสม่ำเสมอ เสริมไปจากการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
          4. ฝึกหายใจเพื่อสยบอาการเครียด เมื่อความเครียดเกิดขึ้น เราจะไม่สามารถบังคับอาการของความเครียดอย่างอื่นได้เลย นอกจากการหายใจ ดังนั้นอยากหายเครียดก็เพียงแต่ฝึกหายใจ อาการของความเครียดจะทุเลาลงเอง วิธีฝึกหายใจจะทำที่ไหนก็ได้ และทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
                หายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ นับ 1-5 
                จากนั้นกลั้นหายใจไว้เท่ากับนับ 1-10 
                แล้วจึงหายใจออกนับ 1-5 
                จากนั้นให้พัก อย่าเพิ่งหายใจเข้านานเท่ากับนับ 1-5 
                แล้วเริ่มต้นหายใจเข้าใหม่ 
                ทำซ้ำ เข้า-กลั้น-ออก-พัก นานสัก 5 นาที 
                จะบริหารการหายใจทุกชั่วโมงก็ได้ จะทำวันละครั้งก็ได้ จะทำกี่ครั้งก็ได้ 
          5. กินอาหารที่มีวิตามินบีและซีสูง สมองของเราต้องการวิตามินบีไปสร้างสื่อนำประสาทเพื่อจะได้ทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ต่อมหมวกไตของเราก็ต้องการวิตามินซีเพื่อทำให้เราทนกับความเครียดได้มากขึ้น ดังนั้นอาหารที่จะคลายเครียดได้ควรเป็นข้าวกล้อง อาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว ผักสด ผลไม้สด

มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงลง
มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ใครก็ตามมีญาติโดยเฉพาะ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย 
เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรใส่ใจตนเอง
และเชื่อหรือไม่ ว่า ต้มยำ อาหารประจำชาติของเรา
จะช่วยป้องกันมะเร็งหลอดอาหาและกระเพาะอาหารได้

 

                                                                                                มะเร็งกระเพาะอาหารป้องกันได้

 

                                                                                                                                                                                                             พญ.ลลิตา ธีระสิริ

          มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ หนึ่งในจำนวนนี้คือมะเร็งของกระเพาะอาหาร

          นักวิทยาศาสตร์พบว่าสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารมีอยู่หลายประการ กรรมพันธุ์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ใครก็ตามที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารย่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคเดียวกันกับบรรพบุรุษ 15% แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อมูลจากเมืองหลินเสียง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่นั่นมีอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารสูงมาก จึงมีการศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่าสาเหตุของมะเร็งทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่การกินอาหารเค็มจัด และอาหารประเภทหมักดอง เกลือโซเดียมในอาหารที่มากเกินไป ด้านหนึ่งทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง และอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของทางเดินอาหารส่วนต้น จึงเกิดเนื้อร้ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังทำการวิจัยกับคนในเมืองกว่า 30,000 คน แล้วพบว่า หากได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอีอย่างเพียงพอแล้ว จะสามารถลดอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารลงได้ 13% และลดมะเร็งกระเพาะอาหารลงได้มากกว่า คือ 21%

 

           ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการกินอาหารเค็ม ๆ และอาหารหมักดองที่มากเกินไปและกินเป็นประจำนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกลือโซเดียมเป็นสาเหตุ แต่ในบ้านเราการให้ลดการกินเค็มอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากคนไทยกินผงชูรสกันมากเกินไป

ผงชูรสคือโมโนโซเดียมกลูตาเมท เผอิญโซเดียมในผงชูรสมันไม่เค็ม แต่มันก็คือเกลือโซเดียมดี ๆ นี่เอง ดังนั้นหากใครกลัวจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะต้องงดกินผงชูรสด้วย

ยังมีสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน นั่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. pyroli) ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชิ้อ เนื้อเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง จนเซลล์เปลี่ยนรูป (atrophy และ metaplasia) และกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด หากใครมีเชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงถึง 80%

 

           สรุปแล้วมะเร็งกระเพาพอาหารอาจจะเกิดจาก 
           • พันธุกรรม 
           • เกิดจากการกินของหมักดอง กินเค็มมากเกินไป และกินมานาน
           • มีอาการกระเพาะอักเสบมาก่อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pyroli

           ดังนั้นหากไม่อยากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนที่ญาติสายตรงเป็นมะเร็งชนิดนี้มาก่อน ควรปฏิบัติตัวดังนี้

           1. ลดการกินเค็มลง เลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง และงดผงชูรส

           2. กินผักสด ผลไม้สดให้มากพอ หากจะยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ก็ควรกินมากถึงวันละ 500 กรัม โดยกินผักสดวันละ 2 จานเท่ากับจานส้มตำ กินผลไม้สดวันละ 2 ลูก ขนาดเท่ากับแอบเปิลสีแดง และกินน้ำคั้นจากผลไม้สดวันละ 200 ซีซี

           3. กินข้าวกล้องเป็นกระจำ

           4. หากมีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรังไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร ถ้ามีการติดเชื้อ H. pyroli และได้รับยาปฏิชีวนะรักษา ก็จะกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ และป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

           5. มีสมุนไพรที่ผ่านการวิจัย คือข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทั้งสามชนิดมีไฟโตนิวเตรียนท์ที่สามารถป้องกันมะเร็งของทั้งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ เพียงแต่ว่าถึงตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าจะต้องกินเครื่องต้มยำดังกล่วมากน้อยแค่ไหนจึงจะได้ผล
อย่างไรก็ตามการกินต้มยำเพื่อป้องกันมะเร็งของทางเดินอาหารดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

           ดังนั้นสำหรับการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เราสามารถใช้อาหารที่เหมาะสมได้ นอกจากจะต้องกินผักสดผลไม้สดให้มากพอ กินข้าวกล้องทุกมื้อแล้ว ก็สมควรกินต้มยำ อาหารประจำชาติของเราเป็นประจำ

ใกล้วันแม่
ให้ความสนใจคนกำลังจะเป็นแม่กันนะคะ
อาหารหญิงตั้งครรภ์ค่ะ

พญ.ลลิตา ธีระสิริ

 

        

        แม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีภาระดูแลทั้งสุขภาพของตนเองและของลูกในท้อง ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงอาหารในชีวิตประจำวันยามตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญยิ่ง

        ประการแรกเพราะลูกน้อยกำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ทำอย่างไรลูกจึงจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเต็มที่

        ประการที่สอง เป็นประเด็นของตัวแม่เอง ทำอย่างไรการเลี้ยงดูคนสองคนในร่างเดียวกันจะทำให้มีสุขภาพดี แต่ว่าไม่อ้วน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเด็กในท้องในแต่ละระยะของการตั้งครรภ์ต้องการปริมาณอาหารไม่เท่ากัน ในสามเดือนแรกลูกตัวเล็กนิดเดียว เท่าหัวแม่มือของเราได้มั้ง เขาจะต้องการอาหารมากมายขนาดไหนกัน แต่ถึงจะมีอายุครรภ์มากขึ้นเด็กก็ไม่ได้ต้องการอาหารเป็นกระบุง ๆ 
ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพื่อทำความเข้าใจกับแม่ที่ตั้งครรภ์ว่า “อย่าได้กินเผื่อลูก” เป็นอันขาด หากถือเอาลูกเป็นข้ออ้าง มีหวังแม่ได้อ้วนทุกรายไป คลอดลูกแล้วก็จะยังมีน้ำหนักเป็นสิบ ๆ กิโลกรัมให้เป็นภาระในการลดน้ำหนัก
แต่ที่คนท้องอ้วนเอา ๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะหากใครแพ้ท้อง สามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ที่กินอะไรไม่ค่อยได้ จะส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจให้ปฏิบัติการกินทดแทนเมื่อย่างเข้าสู่การตั้งครรภ์ในเดือนที่สี่ คราวนี้แหละแม่อยากกินอะไรก็จะกินมากเกินไป แล้วพลังงานที่เหลือใช้ก็จะถูกสะสมเป็นไขมันใต้ผิวหนัง แล้วน้ำหนักก็ขึ้นเอา ๆ แบบเบรกไม่อยู่ แถมยังมีปัจจัยเรื่องฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้อวบอ้วนง่ายกว่ายามปกติอีก

 

           สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มักจะอ้วนเพราะตามใจปาก ประกอบกับกินอาหารไม่ครบส่วน ยิ่งกินไม่ครบส่วน ร่างกายก็จะประท้วงให้หิวอีกเพราะสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ร่างกายยังไม่ได้รับเลย ยกตัวอย่างเช่น แม่ชอบกินแต่ขนมหวาน ... นี่แหละอ้วนดีนักแล... การกินหวานที่มากเกินไป กินแต่น้ำตาล ซึ่งเป็นพลังงานเปล่า ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบีหลายตัว ใครที่ชอบกินขนมหวานจึงหิวไม่หยุด 
หากงดน้ำตาลและอาหารหวาน ๆ หันกลับมากินข้าวกล้องซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนที่อุดมด้วยวิตามินบีหลายตัว แม่จะไม่ค่อยหิว และจะป้องกันอาการอ้วนตอนตั้งครรภ์ได้ชะงัดนัก

           

            สำหรับอาหารของผู้หญิงตอนตั้งครรภ์ ที่จริงมีหลักง่าย ๆ ดังนี้

 

            1. ปริมาณอาหาร ให้กินมากกว่าปกติที่เคยกินก่อนการตั้งครรภ์เพียง 10% ไม่ว่าจะมีอายุครรภ์เท่าใด ทั้งนี้เพราะลูกในท้องไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารมากมายอย่างที่เราห่วงเลย

            2. อาหารประเภทโปรตีน ให้กินมากกว่าเดิม 2 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากเด็กในท้องต้องการโปรตีนไปสร้างเนื้อหนังของเขา แต่ก็ไม่ได้ต้องการมากไปกว่าวันละ ½ กก.แต่อย่างใด ดังนั้นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต้องได้เพียงพอ เป็นหมู ไก่ เนื้อวัว ไข่ หรือปลา ก็ได้

น่าจะเน้นที่การกินปลา ปลาน่ะย่อยง่ายดี แถมมี EPA DHA และมีทอรีนที่ไปบำรุงสมองของลูกได้ด้วย

ไม่แนะนำให้ดื่มนมวัวโดยเฉพาะในสามเดือนหลังของการตั้งครรภ์ เพราะโปรตีนในนมวัวมีโมเลกุลเล็กสามารถซึมผ่านรกเข้าไปหาเด็กโดยตรง และสามารถกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะอาการแพ้อากาศ เมื่อลูกใครคลอดออกมาแล้วคัดจมูก หายใจไม่ออกตั้งแต่ในวันแรกที่ลืมตาดูโลก ก็จงรู้เอาไว้ว่านั่นคุณทำร้ายลูกของตัวเองด้วยการกินนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวมาก่อน ทางที่ดี หากอยากดื่มอาหารประเภทโปรตีนก็หันมาดื่มนมถั่วเหลืองที่มีแคลเซี่ยมสูงจะปลอดภัยกว่า ในขณะที่ลูกก็จะได้แคลเซี่ยมไม่ขาด

            3. แคลเซี่ยมต้องได้พอ หากได้ไม่เพียงพอ แม่จะเป็นตะคริวและฟันจะผุ อาหารที่ควรกินจึงเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งก้าง และงาดำป่น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีแคลเซี่ยมคุณภาพดีและมีปริมาณสูงมาก ปลาเล็กปลาน้อย 100 กรัม มีแคลเซี่ยม 2500 มก. งาดำ 100 กรัม มีแคลเซี่ยม 1452 มก. แต่สมัยนี้เรื่องของแคลเซี่ยมไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนักเพราะในการฝากครรภ์ หมอจะสั่งแคลเซี่ยมเม็ดมาให้กินเป็นอาหารเสริมเสมอ

           4. อย่ากินไขมันมากเกินไป เพราะจะทำให้ย่อยยาก โดยเฉพาะเมื่อท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้แม่อึดอัดเพราะมีลมในท้องมาก ครีมเทียม กะทิ อาหารทอดน้ำมัน ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ งดได้เป็นดีที่สุด

           5. กินสารเส้นใยให้มากพอ เพราะจะช่วยทำให้การขับถ่ายคล่องตัว โดยเฉพาะในเดือนท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์

           6. ผักสดและผลไม้สดมีความจำเป็นในยามตั้งครรภ์ เพราะนอกจากคุณจะได้สารผักเข้าไปเสริมภูมิต้านทานของทั้งแม่และลูกแล้ว ยังจะได้รับสารเส้นใยไปในตัวอีกด้วย แนะนำว่าควรได้ผักสดวันละ 2 จาน ผลไม้สดวันละ 2 ลูกขนาดเท่าแอบเปิล และน้ำคั้นผลไม่สดวันละ 200 ซีซี

หากปฏิบัติได้ตามนี้ ลูกจะโตเต็มที่ สมองและร่างกายของลูกจะพัฒนาเต็มที่ ในขณะที่แม่จะมีน้ำหนักเพิ่มตามทฤษฎี ไม่มีน้ำหนักเกินมาให้กวนใจ พอคลอดลูกเสร็จปุ๊บ ภายใน 1 เดือนน้ำหนักก็จะกลับลงมาเป็นปกติเหมือนตอนก่อนตั้งครรภ์

 

 

ฟื้นสมรรถภาพตับยามเข้าพรรษา

 

           ทุกวันนี้เป็นยุคของการรณรงค์เลิกเหล้า ถึงกับมีข้อเรียกร้องให้ “เลิกเหล้าเข้าพรรษา” นัยว่าคนที่กินเหล้ามาทั้งปี ควรจะต้องให้ตับพักร้อนเสียบ้าง อย่างน้อย 3 เดือนในระยะเข้าพรรษาก็ยังดีกว่าการกินเหล้ากันทั้งปี

หลาย ๆ คนพอเข้าพรรษาก็เลิกเหล้าได้โดยเด็ดขาด แต่พอออกพรรษาก็เมาเหมือนเดิม ที่จริงไหน ๆ ก็ไหน ๆ ไม่ได้กินเหล้ามาตั้งนาน ก็น่าจะถือโอกาสเลิกเหล้าไปเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้ถนอมตับซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ และมีอยู่อันเดียวให้ทำงานรับใช้เราไปนาน ๆ สุขภาพของคุณก็จะดีขึ้น

           ตับมีหน้าที่หลายประการ 
            ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก เพราะมีเลือดไหลผ่านตับมากถึงนาทีละ 1.4 ลิตร เวลาตับทำงานจะเกิดความร้อน หากตับทำงานมากเราก็จะรู้สึกร้อนมาก นี่อธิบายว่าทำไมเวลาคุณกินเหล้า คุณจึงรู้สึกร้อน เวลากินอาหารมื้อหนัก ๆ ก็ร้อนมากกว่าการกินอาหารมื้อเบา ๆ ซึ่งตรงกับที่แพทย์แผนจีนว่าไว้ว่า ถ้าตับมีปัญหาจะเกิดอาการร้อนใน
ตับของเรามีหน้าที่สำคัญ ๆ มากมาย เช่น ย่อยสลายไขมันที่เรากินเข้าไป ให้แตกตัวแล้วซึมเข้าสู่ร่างกายให้ตัวเราเอาไปใช้ หน้าที่ของตับที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งคือการขับสารพิษออกจากร่างกาย ไม่ว่าคอเลสเตอรอลที่ล้นเกิน สารเคมี หรือ ของเสียอื่นที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตับจะทำหน้าที่ดึงเอาสารพิษเหล่านี้ออกจากกระแสเลือดแล้วขับออกนอกร่างกายทางน้ำดีและไต
แอลกอฮอล์เป็นสารที่ร่างกายไม่พึงประสงค์ ดังนั้นเมื่อเรากินเข้าไปตับจึงต้องทำหน้าที่ดึงเอาเหล้าออกมาจากกระแสเลือด ตามหน้าที่ของมัน 
แต่การดึงเอาสารพิษออกมาจากเลือด สารพิษก็ยังคงเป็นสารพิษมันจะทำลายเนื้อตับให้พังได้ ดังนั้นคนกินเหล้ามาก ๆ จึงไม่พ้นที่จะมีอาการตับแข็ง เพราะแอลกอฮอล์จะไปทำลายเนื้อตับบางส่วนให้เสียไป เนื้อตับส่วนที่เสียจะกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับของคนกินเหล้ามีขนาดเล็กลง และแข็งกว่าเดิม แต่ถ้าหยุดเหล้าได้ทันท่วงที และซ่อมบำรุงตับของเราเสียบ้าง ก็จะสามารถถนอมตับของเราให้ใช้ไปได้นาน ๆ

            อาการเริ่มแรกของตับเสื่อม
              อาการของโรคตับเป็นอาการที่ไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้ส่วนมากชะล่าใจ และยังคงดื่มต่อไป ภัยจากโรคตับนั้นจะมาอย่างเงียบ ๆ เสมอ หลายคนที่พอรู้ตัวก็มักจะสายเกินแก้ เพราะว่าเนื้อตับก็จะเหลือที่ดีอยู่ไม่ถึง 30% 
อาการของโรคตับในระยะแรกมักจะเริ่มต้นด้วยอาการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด คลื่นไส้หลังกินอาหารมัน ๆ น้ำหนักตัวเพิ่ม ส่วนมากจะลงพุง ท้องผูก ร้อนในง่าย ลิ้นเป็นฝ้า เริ่มมีกลิ่นปาก เฉื่อยเนือย ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน หากใครมีอาการเช่นนี้สมควรระวังตัวเอาไว้ และควรเลิกเหล้าได้แล้ว

              อาการของโรคตับที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากเซลล์ตับ
ทำงานได้น้อยเต็มที มีดังนี้คือ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องบวมน้ำ ขาบวม อีดอาดมากขึ้น เหนื่อยง่าย จิตใจสับสน ฝ่ามือมีสีแดงเข้ม มีเลือดออกในกระเพาะลำไส้ ซึ่งจะรักษาได้ยากเต็มที

             การฟื้นสมรรถภาพตับ
               ถึงฤดูกาลเข้าพรรษา น่าจะถือเอาเป็นฤดูกาลของการฟื้นฟูสมรถภาพของตับเสียเลย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนี้

               1. ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ วันละอย่างน้อย 2 แก้ว
ให้เริ่มฟื้นสมรรถภาพตับด้วยการดื่มน้ำคั้นจากผลไม้สด ๆ คั้นเดี๋ยวนั้นดื่มเดี๋ยวนั้น เนื่องจากคนที่กินเหล้าประจำเมื่อเลิกเหล้ามักจะเกิดอาการอ่อนเพลีบ เฉื่อยเนือย น้ำผลไม้สดมีน้ำตาลและวิตามินบี จะเพิ่มพลังงานได้ดี
อาหารที่จำเป็นสำหรับการซ่อมบำรุงตับของเราได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท คุณคงเคยได้ยินมาแล้วว่าหากเป็นโรคตับ ควรกินน้ำหวาน น้ำตาลนั่นแหละคือคาร์โบไฮเดรทที่จำเป็นสำหรับการซ่อมสร้างตับ แต่ในทางธรรมชาติบำบัดไม่สนับสนุนให้กินน้ำตาลหวาน ๆ ในที่นี้ หากใช้น้ำผลไม้คั้นสด ๆ แทนจะดีกว่า
คนติดเหล้าจำนวนหนึ่งไม่ชอบกินข้าวเพราะกินเหล้าก็อิ่ม แอลกอฮอล์เมื่อเข้าสู่ร่างกายส่วนหนึ่งกลายไปเป็นน้ำตาล ทำให้คนกินเหล้าอยู่ได้โดยไม่ต้องกินข้าว พอเลิกเหล้า บางคนก็ยังมีความเคยชินไม่กินข้าวอยู่ ทำให้ร่างกายยิ่งทรุดโทรม อ่อนเพลียไม่มีแรง 
ดังนั้นในระยะนี้จำเป็นที่คนเลิกเหล้าต้องกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเข้าไปด้วย

               2. ต้องกินข้าวกล้อง 
ตับต้องการวิตามินบีหลายตัวและวิตามินอี เข้าไปซ่อมสร้างตัวเอง วิตามินบีเหล่านี้ได้มาจากข้าวกล้อง วิตามินอีอยู่ตรงจมูกข้าว หากจะเลิกเหล้าก็หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาวก็จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องหันมากินวิตามินบี วิตามินอีเป็นเม็ด

               3. ให้ตับพักงานเสียบ้าง
ตับมีหน้าที่หลายอย่าง ถ้าตับถูกแอลกอฮอล์ทำลายมาหลายเดือนแล้วก็ควรให้มันได้พัก ซ่อมแซมตัวเองบ้าง ทีคนยังมีวันพักร้อนเลย วิธีตัดการทำงานของตับลงได้แก่ การงดกินของมัน ๆ งดนม ผลิตภัณฑ์จากนม งดครีมเทียม งดกะทิ ไม่กินของทอด ของผัดเลยได้ยิ่งดี เพราะอย่างน้อยหน้าที่ของตับส่วนที่จะต้องย่อยไขมันจะได้พักงานเสียบ้าง

               4. เร่งการขับสารพิษของตับ
ควรรู้ไว้ว่า แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปยังคงค้างอยู่ในเนื้อตับ ถึงแม้ว่าจะงดเหล้าแล้ว สารพิษจากแอลกอฮอลยังคงค้างอยู่ในร่างกาย หากอยากเร่งการขับสารพิษออกก็ต้องเร่งให้ตับขับแอลกอฮอล์ออกมาให้มากที่สุด จะได้ทำลายเนื้อตับให้น้อยที่สุด วิธีการทำได้คือการสวนด้วยกาแฟ อาศัยคาเฟอีนในกาแฟไปกระตุ้นตับให้ขับสารพิษออกมาจากร่างกาย ดังนั้นใครอยากฟื้นฟูสมรรถภาพตับให้สวนกาแฟด้วยตนเองทุกวันในระยะนี้
สำหรับการสวนกาแฟนั้นคนรู้เรื่องกันมากแล้ว แต่จำเป็นต้องย้ำในที่นี้ว่า แรงดันที่จะใช้ในการสวนกาแฟควรไม่เกิน 90 ซม. ตามข้อกำหนดของกรมแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จึงจะปลอดภัย หมายความว่า ก้นกระป๋องสวนกับก้นของเราควรอยู่ห่างกันตามแนวดิ่งไม่เกิน 90 ซม.

 

              5. กินสารอาหารเสริมอื่น ๆ ได้แก่ กลูตาไทโอน โสม ขมิ้นชัน เป็นต้น โดยหาจากอาหาร

 

กลูตาไทโอนสามารถหาได้จากพืชผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ กะหล่ำทุกประเภท ผักใบเขียว หากหาอาหารเหล่านี้มากินได้ในระยะนี้จะช่วยฟื้นฟูตับได้มาก 
หันมาตุ๋นโสม หรือกินขมิ้นชัน บำรุงตับในระยะนี้ก็ดี
ทั้งกลูตาไทโอน โสม และขมิ้นชันจะช่วยกระบวนการขับสารพิษของตับให้หมดจดยิ่งขึ้น ในระยะนี้เราต้องการทำความสะอาดตับจากแอลกอฮล์อยู่แล้วจึงควรหาอาหารดังกล่าวมากินเป็นประจำ

              6. ในระยะนี้น่าจะถือโอกาสเช็คสมรรถภาพตับเป็นอย่างไร
ลองตรวจเลือดหาสมรรถภาพของตับดู และทำอัลตร้าซาวด์เพื่อดูว่ามีไขมันพอกตับไหม? ตับเริ่มจะแข็งหรือยัง?
ถ้าตรวจพบว่ามีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแปลว่าควรเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาดได้แล้ว
หากตรวจเลือดพบว่าเอนไซม์ตับเพิ่มมากขึ้น หรือมีวี่แววว่าเริ่มจะมีอาการของตับแข็งแล้ว ให้กินสารสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อไซลิมาริน ซึ่งสะกัดมาจากต้นมิลค์ทริสเทิล แดนดิไลออน อาร์ติโช้ค เป็นต้นร่วมด้วย ภายใน 3 เดือน เอนไซม์ตับก็จะลดลงได้เอง

Page 3 of 5

ข่าวสารสุขภาพ



Facebook

TripAdvisor