.                    

 

กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

ฝนตกมานาน เป็นหวัดหลายรอบ
ไอน่ารำคาญ ไม่หายสักที 
ทำอย่างไรดี

ไอเรื้อรัง


พญ.ลลิตา ธีระสิริ

           สภาพอากาศทุกวันนี้ทำให้หลายคนป่วยเป็นหวัดและไข้หวัดกันแทบทุกคน บางรายไม่หายขาด จนป่านนี้ยังไอเรื้อรัง หมดยาปฏิชีวนะไปหลายชุดแล้วก็ยังไม่หายสนิท หากเป็นเช่นนี้ เห็นทีจะพึ่งยาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว คงต้องหาทางบำบัดอาการไอเรื้อรังด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ดังต่อไปนี้

          1.ดื่มน้ำให้มาก 
อาการไอเรื้อรัง สาเหตุหนึ่งเกิดจากทางเดินหายใจเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย วิธีทำให้ไอลดลงคือ ดื่มน้ำให้มากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเนื้อเยื่อในลำคอและหลอดลม 
             วิธีการคือ ดื่มน้ำสะอาด 1 แก้วหลังตื่นนอน หลังอาหารทุกมื้อ หลังมื้อเบรกเช้าและบ่าย รวมทั้งดื่มน้ำก่อนนอน
ข้อสังเกตคือ ดื่มน้ำอุ่นจะดีกว่าน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง 
ในบางครั้งอาจจะใช้น้ำมะนาวแทน วิธีทำคือ ใช้น้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาวลงไปครึ่งลูก เติมเกลือลงไป 1 หยิบมือ และน้ำผึ้งครึ่งช้อนชา หากกลัวอ้วนก็งดใช้น้ำผึ้งเสีย หรือจะใช้มะขามป้อมปั่นกับน้ำในเบลนเดอร์แทนมะนาว ยิ่งดี หรือสลับเป็นน้ำส้มคั้นสด ๆ ไม่เติมน้ำ ไม่ใส่น้ำตาล ก็ได้

           2.สูดไอน้ำ
คนที่มีเสมหะในคอหรือในหลอดลมจะไอเรื้อรัง หากเสมหะไม่ถูกขับออกมาก็จะไอน่ารำคาญอยู่เช่นนั้น เสมหะยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังไม่รู้จบ ต้องขับออกมาให้ได้ แต่ยิ่งไอก็จะยิ่งเปลืองแรง บางคนไอจนเจ็บชายโครงเจ็บหน้าอกไปหมดแล้ว หากอยากให้เสมหะถูกขับออกมา ก็ต้องเอาน้ำไปหล่อลื่นให้เสมหะคลายเหนียวเสียก่อน การดื่มน้ำ หรือน้ำมะนาวมาก ๆ เป็นวิธีหนึ่ง แต่หากประกอบกับการสูดไอน้ำเข้าไป จะทำให้ไอน้ำเข้าไปละลายเสมหะออกมา เป็นการเยียวยาเฉพาะที่
             วิธีการสูดไอน้ำ ทำได้ 2 วิธีคือ
             2.1 สูดไอน้ำเข้าไปโดยตรง 
ให้หากาละมังใหญ่ ใส่น้ำเดือดจัด ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่ ๆ มาคลุมตัวคลุมกาละมังไว้ แล้วสูดเอาไอน้ำเข้าไปนานครั้งละ 5-10 นาที อาจจะหยดน้ำมันยูคาลิปตัส หรือทีทรี หรือไทม์ อย่างใดอย่างหนึ่งลงไปสัก 2-3 หยด จะทำให้รู้สึกสบายมากขึ้น 
หรือจะใช้น้ำต้มสมุนไพรเช่นฟ้าทะลายโจร หรือเหงือกปลาหมอ หรือ พญายอ หรือทองพันชั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งแทน สมุนไพรทั้งหมดนี้มีฤทธิ์แก้อาการอักเสบ หากสูดเอาไอของมันเข้าไปก็เท่ากับเป็นการรักษาเฉพาะที่
             2.2 อบสมุนไพร ซาวน่า อบไอน้ำในห้อง เราหายใจเอาไอน้ำจะระเหยออกมาเข้าไปในปอด ทำให้เสมหะในคอและหลอดลมชุ่มชื้น อ่อนตัว และจะถูกขับออกมาได้ง่าย หลังจากอบความร้อนดังกล่าวแล้วให้ดื่มน้ำตามแก้วโต ๆ บางครั้งก็จะไอเอาเสมหะออกมาได้สะดวกขึ้น

          3. อบความร้อนสลับเย็น
ความร้อนจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เม็ดเลือดขาวก็จะไปซ่อมเนื้อเยื่อของทางเดินอากาศที่อักเสบให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งกำจัดแบคทีเรียได้เก่งกว่าเดิม แต่ต้องอบร้อนสลับเย็น 3 รอบจึงจะได้ผลดี
ไม่ว่าจะอบสมุนไพร อบซาวน่า อบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อนในอ่าง ล้วนเป็นการเอาร่างกายไปสัมผัสความร้อนทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวไห้กระปรี้กระเปร่า เปรียบเช่นเอาเม็ดเลือดขาวไปซ้อมรบ จะได้ทำลายแบคทีเรีย และซ่อมเนื้อเยื่อที่อักเสบเก่งขึ้น 
แต่ให้อบความร้อนเช่นที่กล่าวมา 3-5 นาที แล้วสลับอาบน้ำหรือแช่น้ำกระทั่งตัวเย็นลง การทำให้ร่างกายเย็นลงก็เพื่อส่งเม็ดเลือดขาวที่ซ้อมรบเสร็จแล้วเข้าไปสู่ปอด หลอดลม เปรียบได้กับการส่งทหารที่รบเก่งแล้วเข้าสู่สมรภูมิ ไอเรื้อรังก็จะหายเร็วขึ้น

          4.ใช้สมุนไพรแก้ไอเรื้อรัง เช่น

              - เห็ดหูหนูขาว เอามาครั้งละ 1/3-1/4 ดอก แช่น้ำก่อน แล้วตุ๋นในหม้อตุ๋นไฟฟ้าข้ามคืน จากนั้นใส่น้ำตาลกรวดพอให้มีรสหวานปะแล่ม ๆ กินทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าจะหายไอ

              - รังนก กินครั้งละ 1 ขวด วันละครั้ง จนกว่าจะหายไอ หากเลือกวิธีนี้ก็แพงหน่อย

              - ฟ้าทะลายโจร กินครั้งละ 4 เม็ดก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง แต่ไม่ควรใช้เกิน 7 วัน

              - บอระเพ็ดดองในน้ำผึ้ง ทำได้โดยล้างบอระเพ็ดให้สะอาด ตัดเป็นท่อน ๆ ละ 1 นิ้ว ตากแดด 1 วัน แล้วเอามาใส่ขวด เทน้ำผึ้งลงไปให้ท่วม ดองไว้ 2 เดือน แล้วเอามากิน จะเคี้ยวกินแต่บอระเพ็ดทีละท่อน หรือจะดื่มน้ำผึ้งครั้งละ ½ ช้อนชา วันละ 2-3 ครั้งก็ได้

              - ยาอมแก้ไอมะแว้งหรือยาอมมะขามป้อม อมครั้งละเท่าใด หรืออย่างไรให้ดูจากข้างขวด จนกว่าจะหาย

              - กินมะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ หรือหนามแดง เวลารู้สึกระคายคอ

เตรียมสุขภาพรับหน้าฝน

 

พญ.ลลิตา  ธีระสิริ



 ฝนเริ่มตกแล้ว เรากำลังผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน

 มาเตรียมสุขภาพให้พร้อมรับมือกับฝนกันเถอะ
 


 โรคที่มักจะมากับฝนแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ  ได้แก่

              1.โรคจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสของทางเดินหายใจ

                  อากาศที่เย็นลง กับความชื้นที่มาจากฝนทำให้ไวรัสกลุ่มทางเดินหายใจโตเร็วกว่าปกติ  เราจึงมีโรคหวัด ไข้หัด และไข้หวัดใหญ่ ระบาดในหน้านี้  เด็ก ๆ ในบ้านของคุณป่วยมากี่รอบแล้วล่ะ  ต้องไปหาหมอกี่ครั้ง  ต้องกินยาปฏิชีวนะมานานเท่าไรแล้ว  ต้องหยุดเรียนกี่วัน  ไปติดหวัดมาจากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนกี่ครั้ง  แล้วตัวคุณเองล่ะเป็นหวัดมากี่รอบแล้ว    ...  ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือปัญหาสุขภาพในบ้านในระยะนี้

                  หวัดและไข้หวัดมักจะทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ไอ มีเสมหะ  กลายเป็นคออักเสบเพราะเชื้อแบคทีเรียแทรก  หากการติดเชื้อลุกลามไปก็จะกลายเป็นหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบและปอดบวม ทำให้อาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ

                   ธรรมดาหวัดและไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจะหายไปได้เองภายใน 7 วัน หากมีไข้ ภายใน 3 วันไข้ควรจะลด  แล้วหลังจากนั้นอาการควรทุเลาลงเรื่อย ๆ  น่าจะถือเอาว่า  หากใครเป็นอะไรเกิดกว่า 3 วันไปแล้ว ควรจะไปปรึกษาหมอเสีย  อาการต่างๆ จะได้ไม่เรื้อรัง

               2.โรคจากยุง

                  ปีนี้อากาศร้อนจัด  องค์การอนามัยโลกคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าปีนี้แมลงโดยเฉพาะยุงจะเจริญพันธุ์ได้มากกว่าปีก่อน ๆ   สังเกตไหมล่ะว่าปีนี้ยุงมากเหลือเกิน  เมื่อยุงมาก เราก็จะมีโรคที่เกิดจากยุงระบาดได้ด้วย

                  มาเลเรีย ระบาดแน่นอน  ยุงก้นปล่องอยู่ในป่า  มาเลเรียจึงพบอยู่ตามชายแดนไทยเท่านั้น  คนในเมืองหลวงไม่ถูกกระทบกระเทือนเท่าใดนัก  แต่หากใครไปเที่ยวแถบดงมาเลเรีย เมืองกาญจน์เป็นต้น  หากกลับมาแล้วมีไข้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรคิดถึงการติดเชื้อมาเลเรียไว้ด้วย  สำหรับโรคนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด  เพราะยาป้องกันมาเลเรียชนิดไหน ๆ เชื้อมันก็ดื้อยาหมดแล้ว

                  ไข้เลือดออก ระบาดหนักมาตั้งแต่กรกฏาคมแล้ว  ไข้เลือดออกเกิดจากยุงลายที่ไข่ในน้ำขัง น้ำใสในบริเวณบ้าน  ทุกวันนี้ไม่แต่เฉพาะเด็กเล็กที่จะเป็นโรคนี้  เราพบไข้เลือดออกเป็นได้ในทุกอายุเลย  ดังนั้นต้องกำจัดแหล่งน้ำขัง  สำหรับ บ่อน้ำ อ่างบัวในบ้าน อาจจะต้องปล่อยปลาหางนกยูงลงไปให้ช่วยกำจัดลูกน้ำ

                  ถ้ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ต้องระวังตัวว่า หากไข้ลดแล้วมีผื่นขึ้น ก็ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้  การตรวจร่างกายและการตรวจเลือดจะช่วยยืนยันการวินิจฉัย

                  ไข้สมองอักเสบ  ไข้ชนิดนี้ก็เกิดจากยุง โดยมีหมูเป็นตัวกลาง  หากบ้านใครอยู่ในรัศมีของการเลี้ยงหมู 1 กม. จะต้องระวังลูกหลานให้ดี  หากมีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะมาก ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ให้ไปหาหมอโดยเร็วอาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้  เพราะหากสมองอักเสบก็เท่ากับสมองเสีย ถึงตายได้  หากรอด บางคนก็กลายเป็นเจ้าหญิง เจ้าชายนิทราเลย  ... อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีวัคซีนป้องกัน  เด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนนี้

                 3. โรคที่มากับน้ำ  

                 ฝนมากับน้ำท่วมขังเป็นของคู่กัน  ดังนั้นในระยะนี้ แหล่งน้ำสะอาดอาจจะถูกปนเปื้อน  โรคระบาดที่ควรระวังคือโรคท้องร่วง  และที่ทางการประกาศให้คนที่ต้องลุยน้ำระวังคือ โรคฉี่หนู  ซึ่งมีอาการไข้สูง ตาแดง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง  ... ดังนั้นหลังลุยน้ำทุกครั้ง ต้องล้างเท้าล้างน่องให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่เสมอ

วิธีป้องกันโรคในหน้าฝน

                 1. เสริมภูมิต้านทาน   ด้วยการใช้วิตามินซี  วิตามินซีจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานของเรา  และทำให้เม็ดเลือดขาวอายุยืนกว่าธรรมดา หากได้วิตามินซีในระยะนี้จะช่วยทำให้ภูมิต้านทานของเราดีขึ้น

                 วิตามินซีจากอาหารมีมากในลูกมะกอก ยอดมะกอก  ตอนนี้มะกอกเริ่มออกลูก เริ่มมียอดให้เก็บ  สามารถเอามากินกับน้ำพริก ใส่มะกอกกับส้มตำ  

                 ที่คนในเมืองจะหาได้ง่ายกว่าคือ องุ่นแดง  เนื่องจากองุ่นแดงมี OPC ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า ในระยะนี้กินองุ่นแดงเป็นประจำ ก็จะช่วยได้มาก  แต่อย่าลอกเอาเปลือกมันออก เพราะตรงนั้แหละที่เป็นที่อยู่ของ OPC

                 นอกจากนี้ก็หาวิตามินซีได้จากน้ำส้มคั้นสด ๆ  ฝรั่งสด ๆ เชอร์รี่ ลูกกีวี เป็นต้น

                 หากอยากกินวิตามินซีเป็นเม็ดเลย แนะนำให้ใช้ วิตามินซีชีวภาพ (1000 มก) ประเภทกรดน้อยหรือกรดต่ำ  กินวันละ 2-4 เม็ดในระยะนี้  หากเป็นเด็กก็ให้ลดลงตามส่วน

                2. ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย   ภูมิต้านทานของเราจะดีกว่าหากร่างกายมีความอบอุ่น  ความร้อนที่มากกว่า 37 องศาซึ่งเป็นอุณหภูมิปกติของร่างกาย จะกระตุ้นการทำงานของภูมิต้านทาน หากภูมิต้านทานดีก็จะลดอัตราเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสลง

                 ปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะนี้อาจจะต้องใส่เสื้อหนา ๆ เอาเสื้อหนาวบาง ๆ ติดตัวไว้ เพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เย็นเกินไป  โดยเฉพาะเด็ก ๆ

                 การแช่น้ำอุ่นในอ่างที่บ้านนานประมาณ 15 นาทีในระยะนี้  จะช่วยได้  อาจจะเติมน้ำมันหอมระเหย เช่นคาโมมายล์, ยูคาลิปตัส, ที ทรี, ลงไปในอ่างน้ำ  สำหรับเด็ก ๆ แช่น้ำอุ่นในกาละมังใหญ่ ๆ จะช่วยได้มาก  หากไม่มีอ่างน้ำก็สามารถใช้กาละมังใส่น้ำอุ่นแช่เท้าทุกวัน  วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น มีรายงานว่าจะทำให้เลือดไปเลี้ยงแถวโพรงจมูกมากขึ้น  และเชื้อหรือไม่ว่าวิธีการง่าย ๆ แค่นี้จะช่วยป้องกันหวัดได้ดี

                  การอบสมุนไพร  การอบซาวน่าก็มีประโยชน์ในระยะนี้  แต่การอาบน้ำอุ่นจากฝักบัว  เท่านี้ไม่เป็นการเพียงพอในการเพิ่มภูมิต้านทาน

                 3. พักผ่อนให้เพียงพอ  หากร่างกายได้พักอย่างเพียงพอในระยะนี้ก็จะทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงกว่า  ดังนั้นอย่าปล่อยให้เด็กอดนอน  สำหรับผู้ใหญ่ก็ไม่ควรออกไปเที่ยวดึก ๆ ดื่น ๆ  การตรากตรำงาน การอดนอน และการดื่มแอลกอฮอลล้วนให้ร่างกายอ่อนเพลียและภูมิต้านทานอ่อนแอลง

                 4. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด   การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสหวัด ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่  อาศัยระยะห่างประมาณ 1 เมตร  หมายความว่าหากใครไอหรือจามออกมา  ละอองไอที่เป็นที่อยู่ของเชื้อไวรัสจะฟุ้งกระจายไปในรัศมี 1 เมตร  ดังนั้นโรงภาพยนตร์ คอนเสิร์ต เครื่องบิน โรงเรียน สำนักงาน จึงเป็นแหล่งแพร่เชื้ออย่างดี

                 น่าจะถือเป็นธรรมเนียมว่าหากใครเป็นหวัด  อาจจะหยุดงานไม่ได้  แต่ควรใส่ผ้าปิดปากไว้จึงจะป้องกันการแพร่เชื้อได้  

                5. ล้างมือบ่อย ๆ   การล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยป้องกันมือที่อาจจะไปสัมผัสเอาไวรัสจากน้ำมูกน้ำลาย เสมหะจากคนที่เป็นหวัด ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ที่อาจจะป้ายเอาไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ ปุ่มกดลิฟต์ สินค้าตามห้างสรรพสินค้า ไม้ให้เข้าปากเข้าตาเข้าจมูกตนเอง แล้วติดเชื้อที่คนอื่นเขาแพร่เอาไว้

                สมควรพกเจลล้างมือเอาไว้  เมื่อไม่แน่ใจว่ามือไปจับอะไรเข้า และไม่สะอาด  ให้ล้างมือทุกครั้ง

               6. ระวังยุงกัด  ยุงเป็นพาหะของไข้เลือดออก และที่อันตรายกว่าคือไข้สมองอักเสบ

               ให้กำจัดแหล่งน้ำในบ้าน  อาจจะต้องหาไม้ตียุง มาใช้ไล่ยุงในบ้าน ใช้น้ำมันหอมระเหย ปัจจุบันมีขายสำเร็จรูปแบบเสียบปลั๊กเอาไว้ในห้อง   ใช้ยาสมุนไพรทากันยุง เช่นตะไคร้หอม  จุดยากันยุงเอาไว้นอกประตูเพื่อกันไม่ให้ยุงเล็ดลอดเข้าในมุ้งลวด   

               สมัยโบราณ ชาวบ้านมักจะสุมไฟไล่ยุง  ตังนั้นอาจจะใช้วิธีเผาเปลือกส้ม ใบตะไคร้หอม เอาต้นโกฏจุฬารำพา เป็นต้นเอาไว้นอกบ้าน ริมประตูเป็นต้น

 

มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงลง
มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ใครก็ตามมีญาติโดยเฉพาะ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย 
เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรใส่ใจตนเอง
และเชื่อหรือไม่ ว่า ต้มยำ อาหารประจำชาติของเรา
จะช่วยป้องกันมะเร็งหลอดอาหาและกระเพาะอาหารได้

 

                                                                                                มะเร็งกระเพาะอาหารป้องกันได้

 

                                                                                                                                                                                                             พญ.ลลิตา ธีระสิริ

          มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ หนึ่งในจำนวนนี้คือมะเร็งของกระเพาะอาหาร

          นักวิทยาศาสตร์พบว่าสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารมีอยู่หลายประการ กรรมพันธุ์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ใครก็ตามที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารย่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคเดียวกันกับบรรพบุรุษ 15% แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อมูลจากเมืองหลินเสียง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่นั่นมีอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารสูงมาก จึงมีการศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่าสาเหตุของมะเร็งทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่การกินอาหารเค็มจัด และอาหารประเภทหมักดอง เกลือโซเดียมในอาหารที่มากเกินไป ด้านหนึ่งทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง และอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของทางเดินอาหารส่วนต้น จึงเกิดเนื้อร้ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังทำการวิจัยกับคนในเมืองกว่า 30,000 คน แล้วพบว่า หากได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอีอย่างเพียงพอแล้ว จะสามารถลดอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารลงได้ 13% และลดมะเร็งกระเพาะอาหารลงได้มากกว่า คือ 21%

 

           ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการกินอาหารเค็ม ๆ และอาหารหมักดองที่มากเกินไปและกินเป็นประจำนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกลือโซเดียมเป็นสาเหตุ แต่ในบ้านเราการให้ลดการกินเค็มอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากคนไทยกินผงชูรสกันมากเกินไป

ผงชูรสคือโมโนโซเดียมกลูตาเมท เผอิญโซเดียมในผงชูรสมันไม่เค็ม แต่มันก็คือเกลือโซเดียมดี ๆ นี่เอง ดังนั้นหากใครกลัวจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะต้องงดกินผงชูรสด้วย

ยังมีสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน นั่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. pyroli) ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชิ้อ เนื้อเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง จนเซลล์เปลี่ยนรูป (atrophy และ metaplasia) และกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด หากใครมีเชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงถึง 80%

 

           สรุปแล้วมะเร็งกระเพาพอาหารอาจจะเกิดจาก 
           • พันธุกรรม 
           • เกิดจากการกินของหมักดอง กินเค็มมากเกินไป และกินมานาน
           • มีอาการกระเพาะอักเสบมาก่อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pyroli

           ดังนั้นหากไม่อยากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนที่ญาติสายตรงเป็นมะเร็งชนิดนี้มาก่อน ควรปฏิบัติตัวดังนี้

           1. ลดการกินเค็มลง เลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง และงดผงชูรส

           2. กินผักสด ผลไม้สดให้มากพอ หากจะยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ก็ควรกินมากถึงวันละ 500 กรัม โดยกินผักสดวันละ 2 จานเท่ากับจานส้มตำ กินผลไม้สดวันละ 2 ลูก ขนาดเท่ากับแอบเปิลสีแดง และกินน้ำคั้นจากผลไม้สดวันละ 200 ซีซี

           3. กินข้าวกล้องเป็นกระจำ

           4. หากมีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรังไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร ถ้ามีการติดเชื้อ H. pyroli และได้รับยาปฏิชีวนะรักษา ก็จะกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ และป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

           5. มีสมุนไพรที่ผ่านการวิจัย คือข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทั้งสามชนิดมีไฟโตนิวเตรียนท์ที่สามารถป้องกันมะเร็งของทั้งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ เพียงแต่ว่าถึงตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าจะต้องกินเครื่องต้มยำดังกล่วมากน้อยแค่ไหนจึงจะได้ผล
อย่างไรก็ตามการกินต้มยำเพื่อป้องกันมะเร็งของทางเดินอาหารดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

           ดังนั้นสำหรับการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เราสามารถใช้อาหารที่เหมาะสมได้ นอกจากจะต้องกินผักสดผลไม้สดให้มากพอ กินข้าวกล้องทุกมื้อแล้ว ก็สมควรกินต้มยำ อาหารประจำชาติของเราเป็นประจำ

Page 3 of 5

ข่าวสารสุขภาพ



Facebook

TripAdvisor