.                    

 

กิจกรรมเพื่อสุขภาพ

< >

Balavi Delivery อาหารสุขภาพ

จานอร่อยเพื่อคนสุขภาพดี จานรักษาโรค ตามแพทย์แนะนำ

โยคะ เพื่อสุขภาพ

การดูแลสุขภาพที่ส่งผลดีต่อด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

บรรยาย สัมมนาสุขภาพ

รับจัดบรรยาย สัมมนาสุขภาพ ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

อาหารเพื่อสุขภาพ

ดูแลสุขภาพแม่ พระในบ้าน : พญ.ลลิตา ธีระสิริ

คอร์สธรรมชาติบำบัด

สอนปฏิบัติ แนะวิธีดูแลสุขภาพด้วยอาหาร ออกกำลังกาย

ไฮโดรแอโรบิค

การออกกำลังกาย เคลื่อนไหวในน้ำต่อเนื่องกัน มีความหนัก ความเบาผสมผสานกัน มีจังหวะของดนตรี

ฝนตกมานาน เป็นหวัดหลายรอบ
ไอน่ารำคาญ ไม่หายสักที 
ทำอย่างไรดี

ไอเรื้อรัง


พญ.ลลิตา ธีระสิริ

           สภาพอากาศทุกวันนี้ทำให้หลายคนป่วยเป็นหวัดและไข้หวัดกันแทบทุกคน บางรายไม่หายขาด จนป่านนี้ยังไอเรื้อรัง หมดยาปฏิชีวนะไปหลายชุดแล้วก็ยังไม่หายสนิท หากเป็นเช่นนี้ เห็นทีจะพึ่งยาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว คงต้องหาทางบำบัดอาการไอเรื้อรังด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ดังต่อไปนี้

          1.ดื่มน้ำให้มาก 
อาการไอเรื้อรัง สาเหตุหนึ่งเกิดจากทางเดินหายใจเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย วิธีทำให้ไอลดลงคือ ดื่มน้ำให้มากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเนื้อเยื่อในลำคอและหลอดลม 
             วิธีการคือ ดื่มน้ำสะอาด 1 แก้วหลังตื่นนอน หลังอาหารทุกมื้อ หลังมื้อเบรกเช้าและบ่าย รวมทั้งดื่มน้ำก่อนนอน
ข้อสังเกตคือ ดื่มน้ำอุ่นจะดีกว่าน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง 
ในบางครั้งอาจจะใช้น้ำมะนาวแทน วิธีทำคือ ใช้น้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาวลงไปครึ่งลูก เติมเกลือลงไป 1 หยิบมือ และน้ำผึ้งครึ่งช้อนชา หากกลัวอ้วนก็งดใช้น้ำผึ้งเสีย หรือจะใช้มะขามป้อมปั่นกับน้ำในเบลนเดอร์แทนมะนาว ยิ่งดี หรือสลับเป็นน้ำส้มคั้นสด ๆ ไม่เติมน้ำ ไม่ใส่น้ำตาล ก็ได้

           2.สูดไอน้ำ
คนที่มีเสมหะในคอหรือในหลอดลมจะไอเรื้อรัง หากเสมหะไม่ถูกขับออกมาก็จะไอน่ารำคาญอยู่เช่นนั้น เสมหะยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังไม่รู้จบ ต้องขับออกมาให้ได้ แต่ยิ่งไอก็จะยิ่งเปลืองแรง บางคนไอจนเจ็บชายโครงเจ็บหน้าอกไปหมดแล้ว หากอยากให้เสมหะถูกขับออกมา ก็ต้องเอาน้ำไปหล่อลื่นให้เสมหะคลายเหนียวเสียก่อน การดื่มน้ำ หรือน้ำมะนาวมาก ๆ เป็นวิธีหนึ่ง แต่หากประกอบกับการสูดไอน้ำเข้าไป จะทำให้ไอน้ำเข้าไปละลายเสมหะออกมา เป็นการเยียวยาเฉพาะที่
             วิธีการสูดไอน้ำ ทำได้ 2 วิธีคือ
             2.1 สูดไอน้ำเข้าไปโดยตรง 
ให้หากาละมังใหญ่ ใส่น้ำเดือดจัด ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่ ๆ มาคลุมตัวคลุมกาละมังไว้ แล้วสูดเอาไอน้ำเข้าไปนานครั้งละ 5-10 นาที อาจจะหยดน้ำมันยูคาลิปตัส หรือทีทรี หรือไทม์ อย่างใดอย่างหนึ่งลงไปสัก 2-3 หยด จะทำให้รู้สึกสบายมากขึ้น 
หรือจะใช้น้ำต้มสมุนไพรเช่นฟ้าทะลายโจร หรือเหงือกปลาหมอ หรือ พญายอ หรือทองพันชั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งแทน สมุนไพรทั้งหมดนี้มีฤทธิ์แก้อาการอักเสบ หากสูดเอาไอของมันเข้าไปก็เท่ากับเป็นการรักษาเฉพาะที่
             2.2 อบสมุนไพร ซาวน่า อบไอน้ำในห้อง เราหายใจเอาไอน้ำจะระเหยออกมาเข้าไปในปอด ทำให้เสมหะในคอและหลอดลมชุ่มชื้น อ่อนตัว และจะถูกขับออกมาได้ง่าย หลังจากอบความร้อนดังกล่าวแล้วให้ดื่มน้ำตามแก้วโต ๆ บางครั้งก็จะไอเอาเสมหะออกมาได้สะดวกขึ้น

          3. อบความร้อนสลับเย็น
ความร้อนจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เม็ดเลือดขาวก็จะไปซ่อมเนื้อเยื่อของทางเดินอากาศที่อักเสบให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งกำจัดแบคทีเรียได้เก่งกว่าเดิม แต่ต้องอบร้อนสลับเย็น 3 รอบจึงจะได้ผลดี
ไม่ว่าจะอบสมุนไพร อบซาวน่า อบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อนในอ่าง ล้วนเป็นการเอาร่างกายไปสัมผัสความร้อนทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวไห้กระปรี้กระเปร่า เปรียบเช่นเอาเม็ดเลือดขาวไปซ้อมรบ จะได้ทำลายแบคทีเรีย และซ่อมเนื้อเยื่อที่อักเสบเก่งขึ้น 
แต่ให้อบความร้อนเช่นที่กล่าวมา 3-5 นาที แล้วสลับอาบน้ำหรือแช่น้ำกระทั่งตัวเย็นลง การทำให้ร่างกายเย็นลงก็เพื่อส่งเม็ดเลือดขาวที่ซ้อมรบเสร็จแล้วเข้าไปสู่ปอด หลอดลม เปรียบได้กับการส่งทหารที่รบเก่งแล้วเข้าสู่สมรภูมิ ไอเรื้อรังก็จะหายเร็วขึ้น

          4.ใช้สมุนไพรแก้ไอเรื้อรัง เช่น

              - เห็ดหูหนูขาว เอามาครั้งละ 1/3-1/4 ดอก แช่น้ำก่อน แล้วตุ๋นในหม้อตุ๋นไฟฟ้าข้ามคืน จากนั้นใส่น้ำตาลกรวดพอให้มีรสหวานปะแล่ม ๆ กินทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าจะหายไอ

              - รังนก กินครั้งละ 1 ขวด วันละครั้ง จนกว่าจะหายไอ หากเลือกวิธีนี้ก็แพงหน่อย

              - ฟ้าทะลายโจร กินครั้งละ 4 เม็ดก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง แต่ไม่ควรใช้เกิน 7 วัน

              - บอระเพ็ดดองในน้ำผึ้ง ทำได้โดยล้างบอระเพ็ดให้สะอาด ตัดเป็นท่อน ๆ ละ 1 นิ้ว ตากแดด 1 วัน แล้วเอามาใส่ขวด เทน้ำผึ้งลงไปให้ท่วม ดองไว้ 2 เดือน แล้วเอามากิน จะเคี้ยวกินแต่บอระเพ็ดทีละท่อน หรือจะดื่มน้ำผึ้งครั้งละ ½ ช้อนชา วันละ 2-3 ครั้งก็ได้

              - ยาอมแก้ไอมะแว้งหรือยาอมมะขามป้อม อมครั้งละเท่าใด หรืออย่างไรให้ดูจากข้างขวด จนกว่าจะหาย

              - กินมะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ หรือหนามแดง เวลารู้สึกระคายคอ

เตรียมสุขภาพรับหน้าฝน

 

พญ.ลลิตา  ธีระสิริ



 ฝนเริ่มตกแล้ว เรากำลังผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน

 มาเตรียมสุขภาพให้พร้อมรับมือกับฝนกันเถอะ
 


 โรคที่มักจะมากับฝนแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ  ได้แก่

              1.โรคจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสของทางเดินหายใจ

                  อากาศที่เย็นลง กับความชื้นที่มาจากฝนทำให้ไวรัสกลุ่มทางเดินหายใจโตเร็วกว่าปกติ  เราจึงมีโรคหวัด ไข้หัด และไข้หวัดใหญ่ ระบาดในหน้านี้  เด็ก ๆ ในบ้านของคุณป่วยมากี่รอบแล้วล่ะ  ต้องไปหาหมอกี่ครั้ง  ต้องกินยาปฏิชีวนะมานานเท่าไรแล้ว  ต้องหยุดเรียนกี่วัน  ไปติดหวัดมาจากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนกี่ครั้ง  แล้วตัวคุณเองล่ะเป็นหวัดมากี่รอบแล้ว    ...  ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือปัญหาสุขภาพในบ้านในระยะนี้

                  หวัดและไข้หวัดมักจะทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ไอ มีเสมหะ  กลายเป็นคออักเสบเพราะเชื้อแบคทีเรียแทรก  หากการติดเชื้อลุกลามไปก็จะกลายเป็นหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบและปอดบวม ทำให้อาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ

                   ธรรมดาหวัดและไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจะหายไปได้เองภายใน 7 วัน หากมีไข้ ภายใน 3 วันไข้ควรจะลด  แล้วหลังจากนั้นอาการควรทุเลาลงเรื่อย ๆ  น่าจะถือเอาว่า  หากใครเป็นอะไรเกิดกว่า 3 วันไปแล้ว ควรจะไปปรึกษาหมอเสีย  อาการต่างๆ จะได้ไม่เรื้อรัง

               2.โรคจากยุง

                  ปีนี้อากาศร้อนจัด  องค์การอนามัยโลกคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าปีนี้แมลงโดยเฉพาะยุงจะเจริญพันธุ์ได้มากกว่าปีก่อน ๆ   สังเกตไหมล่ะว่าปีนี้ยุงมากเหลือเกิน  เมื่อยุงมาก เราก็จะมีโรคที่เกิดจากยุงระบาดได้ด้วย

                  มาเลเรีย ระบาดแน่นอน  ยุงก้นปล่องอยู่ในป่า  มาเลเรียจึงพบอยู่ตามชายแดนไทยเท่านั้น  คนในเมืองหลวงไม่ถูกกระทบกระเทือนเท่าใดนัก  แต่หากใครไปเที่ยวแถบดงมาเลเรีย เมืองกาญจน์เป็นต้น  หากกลับมาแล้วมีไข้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรคิดถึงการติดเชื้อมาเลเรียไว้ด้วย  สำหรับโรคนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นวิธีที่ดีที่สุด  เพราะยาป้องกันมาเลเรียชนิดไหน ๆ เชื้อมันก็ดื้อยาหมดแล้ว

                  ไข้เลือดออก ระบาดหนักมาตั้งแต่กรกฏาคมแล้ว  ไข้เลือดออกเกิดจากยุงลายที่ไข่ในน้ำขัง น้ำใสในบริเวณบ้าน  ทุกวันนี้ไม่แต่เฉพาะเด็กเล็กที่จะเป็นโรคนี้  เราพบไข้เลือดออกเป็นได้ในทุกอายุเลย  ดังนั้นต้องกำจัดแหล่งน้ำขัง  สำหรับ บ่อน้ำ อ่างบัวในบ้าน อาจจะต้องปล่อยปลาหางนกยูงลงไปให้ช่วยกำจัดลูกน้ำ

                  ถ้ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ต้องระวังตัวว่า หากไข้ลดแล้วมีผื่นขึ้น ก็ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้  การตรวจร่างกายและการตรวจเลือดจะช่วยยืนยันการวินิจฉัย

                  ไข้สมองอักเสบ  ไข้ชนิดนี้ก็เกิดจากยุง โดยมีหมูเป็นตัวกลาง  หากบ้านใครอยู่ในรัศมีของการเลี้ยงหมู 1 กม. จะต้องระวังลูกหลานให้ดี  หากมีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะมาก ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ให้ไปหาหมอโดยเร็วอาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้  เพราะหากสมองอักเสบก็เท่ากับสมองเสีย ถึงตายได้  หากรอด บางคนก็กลายเป็นเจ้าหญิง เจ้าชายนิทราเลย  ... อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีวัคซีนป้องกัน  เด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนนี้

                 3. โรคที่มากับน้ำ  

                 ฝนมากับน้ำท่วมขังเป็นของคู่กัน  ดังนั้นในระยะนี้ แหล่งน้ำสะอาดอาจจะถูกปนเปื้อน  โรคระบาดที่ควรระวังคือโรคท้องร่วง  และที่ทางการประกาศให้คนที่ต้องลุยน้ำระวังคือ โรคฉี่หนู  ซึ่งมีอาการไข้สูง ตาแดง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง  ... ดังนั้นหลังลุยน้ำทุกครั้ง ต้องล้างเท้าล้างน่องให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่เสมอ

วิธีป้องกันโรคในหน้าฝน

                 1. เสริมภูมิต้านทาน   ด้วยการใช้วิตามินซี  วิตามินซีจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานของเรา  และทำให้เม็ดเลือดขาวอายุยืนกว่าธรรมดา หากได้วิตามินซีในระยะนี้จะช่วยทำให้ภูมิต้านทานของเราดีขึ้น

                 วิตามินซีจากอาหารมีมากในลูกมะกอก ยอดมะกอก  ตอนนี้มะกอกเริ่มออกลูก เริ่มมียอดให้เก็บ  สามารถเอามากินกับน้ำพริก ใส่มะกอกกับส้มตำ  

                 ที่คนในเมืองจะหาได้ง่ายกว่าคือ องุ่นแดง  เนื่องจากองุ่นแดงมี OPC ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า ในระยะนี้กินองุ่นแดงเป็นประจำ ก็จะช่วยได้มาก  แต่อย่าลอกเอาเปลือกมันออก เพราะตรงนั้แหละที่เป็นที่อยู่ของ OPC

                 นอกจากนี้ก็หาวิตามินซีได้จากน้ำส้มคั้นสด ๆ  ฝรั่งสด ๆ เชอร์รี่ ลูกกีวี เป็นต้น

                 หากอยากกินวิตามินซีเป็นเม็ดเลย แนะนำให้ใช้ วิตามินซีชีวภาพ (1000 มก) ประเภทกรดน้อยหรือกรดต่ำ  กินวันละ 2-4 เม็ดในระยะนี้  หากเป็นเด็กก็ให้ลดลงตามส่วน

                2. ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย   ภูมิต้านทานของเราจะดีกว่าหากร่างกายมีความอบอุ่น  ความร้อนที่มากกว่า 37 องศาซึ่งเป็นอุณหภูมิปกติของร่างกาย จะกระตุ้นการทำงานของภูมิต้านทาน หากภูมิต้านทานดีก็จะลดอัตราเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสลง

                 ปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะนี้อาจจะต้องใส่เสื้อหนา ๆ เอาเสื้อหนาวบาง ๆ ติดตัวไว้ เพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้เย็นเกินไป  โดยเฉพาะเด็ก ๆ

                 การแช่น้ำอุ่นในอ่างที่บ้านนานประมาณ 15 นาทีในระยะนี้  จะช่วยได้  อาจจะเติมน้ำมันหอมระเหย เช่นคาโมมายล์, ยูคาลิปตัส, ที ทรี, ลงไปในอ่างน้ำ  สำหรับเด็ก ๆ แช่น้ำอุ่นในกาละมังใหญ่ ๆ จะช่วยได้มาก  หากไม่มีอ่างน้ำก็สามารถใช้กาละมังใส่น้ำอุ่นแช่เท้าทุกวัน  วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น มีรายงานว่าจะทำให้เลือดไปเลี้ยงแถวโพรงจมูกมากขึ้น  และเชื้อหรือไม่ว่าวิธีการง่าย ๆ แค่นี้จะช่วยป้องกันหวัดได้ดี

                  การอบสมุนไพร  การอบซาวน่าก็มีประโยชน์ในระยะนี้  แต่การอาบน้ำอุ่นจากฝักบัว  เท่านี้ไม่เป็นการเพียงพอในการเพิ่มภูมิต้านทาน

                 3. พักผ่อนให้เพียงพอ  หากร่างกายได้พักอย่างเพียงพอในระยะนี้ก็จะทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงกว่า  ดังนั้นอย่าปล่อยให้เด็กอดนอน  สำหรับผู้ใหญ่ก็ไม่ควรออกไปเที่ยวดึก ๆ ดื่น ๆ  การตรากตรำงาน การอดนอน และการดื่มแอลกอฮอลล้วนให้ร่างกายอ่อนเพลียและภูมิต้านทานอ่อนแอลง

                 4. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด   การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสหวัด ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่  อาศัยระยะห่างประมาณ 1 เมตร  หมายความว่าหากใครไอหรือจามออกมา  ละอองไอที่เป็นที่อยู่ของเชื้อไวรัสจะฟุ้งกระจายไปในรัศมี 1 เมตร  ดังนั้นโรงภาพยนตร์ คอนเสิร์ต เครื่องบิน โรงเรียน สำนักงาน จึงเป็นแหล่งแพร่เชื้ออย่างดี

                 น่าจะถือเป็นธรรมเนียมว่าหากใครเป็นหวัด  อาจจะหยุดงานไม่ได้  แต่ควรใส่ผ้าปิดปากไว้จึงจะป้องกันการแพร่เชื้อได้  

                5. ล้างมือบ่อย ๆ   การล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยป้องกันมือที่อาจจะไปสัมผัสเอาไวรัสจากน้ำมูกน้ำลาย เสมหะจากคนที่เป็นหวัด ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ที่อาจจะป้ายเอาไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ ปุ่มกดลิฟต์ สินค้าตามห้างสรรพสินค้า ไม้ให้เข้าปากเข้าตาเข้าจมูกตนเอง แล้วติดเชื้อที่คนอื่นเขาแพร่เอาไว้

                สมควรพกเจลล้างมือเอาไว้  เมื่อไม่แน่ใจว่ามือไปจับอะไรเข้า และไม่สะอาด  ให้ล้างมือทุกครั้ง

               6. ระวังยุงกัด  ยุงเป็นพาหะของไข้เลือดออก และที่อันตรายกว่าคือไข้สมองอักเสบ

               ให้กำจัดแหล่งน้ำในบ้าน  อาจจะต้องหาไม้ตียุง มาใช้ไล่ยุงในบ้าน ใช้น้ำมันหอมระเหย ปัจจุบันมีขายสำเร็จรูปแบบเสียบปลั๊กเอาไว้ในห้อง   ใช้ยาสมุนไพรทากันยุง เช่นตะไคร้หอม  จุดยากันยุงเอาไว้นอกประตูเพื่อกันไม่ให้ยุงเล็ดลอดเข้าในมุ้งลวด   

               สมัยโบราณ ชาวบ้านมักจะสุมไฟไล่ยุง  ตังนั้นอาจจะใช้วิธีเผาเปลือกส้ม ใบตะไคร้หอม เอาต้นโกฏจุฬารำพา เป็นต้นเอาไว้นอกบ้าน ริมประตูเป็นต้น

 

เดี๋ยวจันทร์ เดี๋ยวจันทร์
อยากให้เสาร์อาทิตย์ยาวนานสัก 250 ชั่วโมง
ใครมีอาการวันจันทร์ซินโดรม เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ตื่นไม่ไหว ซึมเซา เบื่อเซ็ง ฯลฯ
ลองทำแบบนี้ไหม

 

ฟื้นความสดชื่น สดใสในชีวิตประจำวัน


พญ.ลลิตา ธีระสิริ

 

             ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คนทำงานสำนักงานล้วนเครียดกันทุกคน การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทำให้เกิดอาการของออฟฟิศซินโดรมสารพัด ตั้งแต่ ปวดศีรษะ ดวงตาอ่อนล้า ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดสะบัก ปวดเมื่อยเนื้อตัว นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท อ่อนเพลีย ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูก อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะ ความดันทำท่าจะขึ้น หน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นสิว อ้วนขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะบั่นทอนความสดชื่น อ่อนวัยของคนทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน 

การนั่งอยู่กับที่ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมงรวด ออกไปกินข้าวหน่อยหนึ่งแล้วกลับมานั่งอยู่กับที่อีก 4 ชั่วโมง บางคนใช้ชีวิตอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมนานกว่านั้น ประเภทงานยุ่งมากจนต้องกลับไปปลุกปล้ำอยู่หน้าจอจนดึกดื่น... ทั้งหมดนี้ทำให้คนสมัยใหม่ดูโทรม ไร้ชีวิตชีวา ดูแก่ก่อนวัย และแน่นอน...มีปัญหาสุขภาพ

เคล็ดลับง่าย ๆ ของการคืนความสดชื่น สดใสให้กับร่างกาย และจิตใจที่จริงทำง่ายมาก เพียงแต่รู้วิธี 6 อย่า 5 ทำ ดังต่อไปนี้

 

 

 

● ว่าด้วย 6 อย่า

        1. อย่าปฏิเสธวิธีการคลายเครียด โดยคิดว่า อะไร ๆ ตัวเองก็ทนได้
คนเรามีขีดความสามารถที่จะต้านทานกับความเครียดได้มากน้อยต่างกัน แต่ทุกคนล้วนถูกกดดันจากการงาน สังคม และครอบครัว หากยอมรับเสียว่าความเครียดมีส่วนที่จะบั่นทอนสุขภาพของคุณเสีย จะได้หาวิธีรับมือกับมันอย่างฉลาด
        2. อย่านั่งตลอดเวลา ให้เปลี่ยนอิริยาบถเสียบ้าง
สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนไป เกือบทุกคนมีโต๊ะทำงาน จึงมีแนวโน้มที่คนเราจะอยู่เฉย ๆ ติดความสบายและนั่งนิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ทำงานน้อยลง การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองติดขัด และเกิดปัญหาสุขภาพ
        3. อย่าเอาแต่ดื่มกาแฟ แก้วแล้วแก้วเล่าเพื่อกระตุ้นตัวเอง
การทำงานซ้ำซากจำเจ การทำงานหนัก และการใช้ชีวิตเปลือง ย่อมทำให้เกิดความอ่อนเพลียเบื่อหน่าย เมื่อยล้า ง่วงเหงา ลุกไม่ขึ้น มึนงง คิดอะไรไม่ออก ที่จริงอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ประท้วงว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง การพักผ่อนให้เพียงพอ การเปลี่ยนบรรยากาศทำอะไรที่แปลกใหม่ออกไป บ่อยครั้งจะช่วยแก้อาการนี้ได้ แต่ทุกวันนี้เรากลับใช้คาเฟอีนมาเฆี่ยนตัวเองให้ฝืนลากสังขารทำงานต่อไป ความเครียดจึงเพิ่มมากขึ้นจนเกิดปัญหาสุขภาพ
          4. อย่าคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่
นิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดตีบลง การไหลเวียนของเลือดจะติดขัด คนติดบุหรี่จะใช้บุหรี่คลายเครียด แต่หารู้ไม่ว่าการที่เลือดไปเลี้ยงสมองซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของร่

างกายและจิตใจน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งแย่ลงไปอีก หลังจากสูบบุหรี่แล้ว ความเครียดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ก็เลยต้องอาศัยบุหรี่มวนต่อมวนมาแก้เครียด ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่สู้เลิกสูบบุหรี่ไม่ดีกว่าหรือ
         5. อย่าคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องงาน อย่าหลอกตัวเองว่าฉันมีชีวิตอยู่ได้เพื่องาน
มีคนไม่น้อยที่คิดวนเวียนอยู่กับงานของตน ที่จริงงานน่ะทำเท่าไรก็ไม่หมดหรอก สู้เดินสายกลางทำงานแต่พอควร ให้เวลากับตัวเองทำอย่างอื่นนอกจากงานเสียบ้าง หลังจากเปลี่ยนความสนใจไปสักระยะ จะยิ่งทำให้พลังในการทำงานเพิ่มมากขึ้น และเชื่อเถอะว่าประสิทธิภาพของงานก็จะดีขึ้นเอง
         6. อย่ากินอาหารขยะ
หลายคนทำงาน ทำงาน และทำงานจนไม่สนใจเรื่องของอาหารการกิน จึงคว้าอะไรก็ได้ลงท้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารขยะ มีแต่แป้งขัดขาว ผงชูรสและสารเคมีที่อยู่ในรูปของรส กลิ่นสังเคราะห์ สารกันบูด และกันเชื้อรา โดยไม่ทันคิดว่าสมองต้องการอาหารที่มีคุณค่าสูงกว่านี้ สมองต้องการวิตามินบีหลาย ๆ ตัวเพื่อจะทำงานได้คล่องตัว จะได้ไม่เครียด

 

● ว่าด้วย 5 ทำ

          1. สร้างบรรยากาศของสีเขียวในที่ทำงาน โดยใช้ไม้กระถาง ไม้ประดับวางไว้ในห้อง เพื่อดึงเอาธรรมชาติมาช่วยปลอบประโลมตัวเราเอง อีกอย่างหนึ่งต้นไม้จะเพิ่มออกซิเจนให้กับห้อง ในขณะเดียวกันต้นไม้ในร่มทุกประเภทจะช่วยกำจัดสารพิษหรือสารอันตรายต่อสุขภาพในห้องลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
ลองใช้ไม้ประเภทพลูด่าง จั๋ง หมากผู้หมากเมีย หมากเขียว ซานาดู ยางอินเดีย ฯ มาวางในห้องทำงาน
          2. ปฏิบัติการคลายเครียดเป็นระยะ เช่น

              - ปิดตา ฟุบนอนลงกับโต๊ะสัก 5 นาที

              - นวดศีรษะ ซึ่งทำเองได้โดยใช้นิ้วมือขยี้หนังศีรษะแบบเดียวกับสระผม แล้วกำเส้นผมดึงขึ้นมาให้ตึงเล็กน้อย จากนั้นเปลี่ยนที่ ทำให้ทั่วทั้งศีรษะ วิธีนี้กล้ามเนื้อหนังศีรษะจะคลายตัวลง

              - นวดขมับ โดยเอานิ้วหัวแม่มือคลึงบริเวณขมับทั้งสองข้าง

              - ฟังเพลงคลายเครียด

              - ใช้กลิ่นหอมคลายเครียดจะจุดตะเกียงน้ำมันหอม เทียนหอม ฯลฯ กลิ่นมีประสิทธิภาพมากในการคลายเครียด กลิ่นที่คลายเครียดได้เช่น ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ หรือกลิ่นอะไรก็ได้ที่ชอบ บางครั้งดอกไม้หอมเช่น จำปี มะลิ พุดหลวง ก็ช่วยได้
          3. คืนความสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ทุกวันนี้ร่างกายของเราอยู่นิ่ง ๆ แต่จิตใจของเราคิดโน่นนี่ว้าวุ่น หากจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องทำอะไรที่กลับกัน กล่าวคือ ต้องเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่จิตสงบ การออกกำลังกายแบบตะวันออก จะแก้ปัญหานี้ได้ดี การฝึกชี่กง โยคะ ซึ่งประสานการเคลื่อนไหวเข้ากับการกำหนดลมหายใจ ทำให้ร่างกายได้ขยับในขณะที่จิตใจสงบลง หากทำสม่ำเสมอ เสริมไปจากการออกกำลังกายจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
          4. ฝึกหายใจเพื่อสยบอาการเครียด เมื่อความเครียดเกิดขึ้น เราจะไม่สามารถบังคับอาการของความเครียดอย่างอื่นได้เลย นอกจากการหายใจ ดังนั้นอยากหายเครียดก็เพียงแต่ฝึกหายใจ อาการของความเครียดจะทุเลาลงเอง วิธีฝึกหายใจจะทำที่ไหนก็ได้ และทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
                หายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ นับ 1-5 
                จากนั้นกลั้นหายใจไว้เท่ากับนับ 1-10 
                แล้วจึงหายใจออกนับ 1-5 
                จากนั้นให้พัก อย่าเพิ่งหายใจเข้านานเท่ากับนับ 1-5 
                แล้วเริ่มต้นหายใจเข้าใหม่ 
                ทำซ้ำ เข้า-กลั้น-ออก-พัก นานสัก 5 นาที 
                จะบริหารการหายใจทุกชั่วโมงก็ได้ จะทำวันละครั้งก็ได้ จะทำกี่ครั้งก็ได้ 
          5. กินอาหารที่มีวิตามินบีและซีสูง สมองของเราต้องการวิตามินบีไปสร้างสื่อนำประสาทเพื่อจะได้ทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ต่อมหมวกไตของเราก็ต้องการวิตามินซีเพื่อทำให้เราทนกับความเครียดได้มากขึ้น ดังนั้นอาหารที่จะคลายเครียดได้ควรเป็นข้าวกล้อง อาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว ผักสด ผลไม้สด

มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงลง
มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น
ใครก็ตามมีญาติโดยเฉพาะ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย 
เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรใส่ใจตนเอง
และเชื่อหรือไม่ ว่า ต้มยำ อาหารประจำชาติของเรา
จะช่วยป้องกันมะเร็งหลอดอาหาและกระเพาะอาหารได้

 

                                                                                                มะเร็งกระเพาะอาหารป้องกันได้

 

                                                                                                                                                                                                             พญ.ลลิตา ธีระสิริ

          มีมะเร็งบางชนิดที่เราสามารถลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ หนึ่งในจำนวนนี้คือมะเร็งของกระเพาะอาหาร

          นักวิทยาศาสตร์พบว่าสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารมีอยู่หลายประการ กรรมพันธุ์นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ใครก็ตามที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารย่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคเดียวกันกับบรรพบุรุษ 15% แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีข้อมูลจากเมืองหลินเสียง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่นั่นมีอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารสูงมาก จึงมีการศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่าสาเหตุของมะเร็งทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่การกินอาหารเค็มจัด และอาหารประเภทหมักดอง เกลือโซเดียมในอาหารที่มากเกินไป ด้านหนึ่งทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง และอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของทางเดินอาหารส่วนต้น จึงเกิดเนื้อร้ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังทำการวิจัยกับคนในเมืองกว่า 30,000 คน แล้วพบว่า หากได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอีอย่างเพียงพอแล้ว จะสามารถลดอัตราเกิดของมะเร็งหลอดอาหารลงได้ 13% และลดมะเร็งกระเพาะอาหารลงได้มากกว่า คือ 21%

 

           ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าการกินอาหารเค็ม ๆ และอาหารหมักดองที่มากเกินไปและกินเป็นประจำนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกลือโซเดียมเป็นสาเหตุ แต่ในบ้านเราการให้ลดการกินเค็มอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากคนไทยกินผงชูรสกันมากเกินไป

ผงชูรสคือโมโนโซเดียมกลูตาเมท เผอิญโซเดียมในผงชูรสมันไม่เค็ม แต่มันก็คือเกลือโซเดียมดี ๆ นี่เอง ดังนั้นหากใครกลัวจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะต้องงดกินผงชูรสด้วย

ยังมีสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน นั่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. pyroli) ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชิ้อ เนื้อเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะเกิดอาการอักเสบเรื้อรัง จนเซลล์เปลี่ยนรูป (atrophy และ metaplasia) และกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด หากใครมีเชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงถึง 80%

 

           สรุปแล้วมะเร็งกระเพาพอาหารอาจจะเกิดจาก 
           • พันธุกรรม 
           • เกิดจากการกินของหมักดอง กินเค็มมากเกินไป และกินมานาน
           • มีอาการกระเพาะอักเสบมาก่อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pyroli

           ดังนั้นหากไม่อยากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนที่ญาติสายตรงเป็นมะเร็งชนิดนี้มาก่อน ควรปฏิบัติตัวดังนี้

           1. ลดการกินเค็มลง เลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง และงดผงชูรส

           2. กินผักสด ผลไม้สดให้มากพอ หากจะยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ก็ควรกินมากถึงวันละ 500 กรัม โดยกินผักสดวันละ 2 จานเท่ากับจานส้มตำ กินผลไม้สดวันละ 2 ลูก ขนาดเท่ากับแอบเปิลสีแดง และกินน้ำคั้นจากผลไม้สดวันละ 200 ซีซี

           3. กินข้าวกล้องเป็นกระจำ

           4. หากมีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรังไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจดูกระเพาะอาหาร ถ้ามีการติดเชื้อ H. pyroli และได้รับยาปฏิชีวนะรักษา ก็จะกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ และป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

           5. มีสมุนไพรที่ผ่านการวิจัย คือข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทั้งสามชนิดมีไฟโตนิวเตรียนท์ที่สามารถป้องกันมะเร็งของทั้งหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ เพียงแต่ว่าถึงตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าจะต้องกินเครื่องต้มยำดังกล่วมากน้อยแค่ไหนจึงจะได้ผล
อย่างไรก็ตามการกินต้มยำเพื่อป้องกันมะเร็งของทางเดินอาหารดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

           ดังนั้นสำหรับการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เราสามารถใช้อาหารที่เหมาะสมได้ นอกจากจะต้องกินผักสดผลไม้สดให้มากพอ กินข้าวกล้องทุกมื้อแล้ว ก็สมควรกินต้มยำ อาหารประจำชาติของเราเป็นประจำ

Page 2 of 5

ข่าวสารสุขภาพ



Facebook

TripAdvisor